Words by Afdon Salae
เรามักคุ้นชินกับการจับจ้องสื่อกระแสหลักเพื่อคาดเดาอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการโบกมือลา Loewe ของ Jonathan Anderson หรือการที่ John Galliano หันมาร่วมงานกับ Zara ทว่ากว่าทะเลทรายจะก่อตัวเป็นเนินกว้างใหญ่ ย่อมต้องเริ่มต้นจากทรายเม็ดเล็กๆ โลกของแฟชั่นก็เช่นกัน การพินิจรายละเอียดในจุดที่เล็กที่สุดคือหนทางในการมองเห็นอนาคต ซึ่งพาเรามาสู่กลุ่มคนที่มักถูกหลงลืมอย่าง ‘นักศึกษาแฟชั่น’
น่าเสียดายที่พลังสร้างสรรค์ของพวกเขามักจบลงแค่ใบเกรดและรันเวย์ธีสิส ทั้งที่หากเพ่งมองชิ้นงานเหล่านี้ให้ดี เราอาจได้เห็นความหวังที่แท้จริงของอุตสาหกรรมซ่อนอยู่
ซีรีส์ Behind the Seams: เบื้องหลังรอยตะเข็บ จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่ให้วิธีคิด เบื้องหลังงานดีไซน์ได้บอกเล่าสิ่งที่คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญและใฝ่ฝัน ผ่าน 2 ชิ้นงานจากนิสิตแฟชั่น และ 1 ประสบการณ์ร่วม งานเขียนชิ้นนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อโปรโมต แต่หวังเพียงขยับกรอบแว่นของผู้อ่าน ให้มองทะลุเปลือกนอกของเสื้อผ้า ลงลึกถึงแนวคิดที่ถักทออยู่เบื้องใน
Seam 03 : Thesis Fashion กับสภาวะโลกแฟชั่นในปัจจุบัน
ลืมภาพรันเวย์สาดไฟและเสียงชัตเตอร์รัวๆ ไปก่อน เพราะเบื้องหลังคอลเล็กชันที่เฉิดฉาย คือแพทเทิร์นกระดาษที่ถูกแก้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กองเศษผ้า และเสียงจักรเย็บผ้าตอนตีสาม นี่คือสมรภูมิโค้งสุดท้ายของธีสิส ตั๋วใบจบและบททดสอบแรกสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นของจริง
ในสองบทความที่ผ่านมา เราเจาะลึกแนวคิดธีสิสของสองดีไซเนอร์ที่น่าจับตาไปแล้ว ทั้ง มนต์ตรา ไชยชมภู อดีตนักศึกษามัณฑนศิลป์ ศิลปากร และปัจจุบัน Fashion Designer Lead แบรนด์ CuteBoy ที่หยิบภาวะ Peter Pan Syndrome มาตีความผ่านโครงสร้างเสื้อผ้า และ ต้นตาล-ณัฐวัฒน์ ชานนท์ ศิษย์เก่าจากสาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ใช้แฟชั่นตอกเสาเข็มประเด็นสังคม เพื่อรักษาบทสนทนาของความจริงในยุคสมัยหนึ่ง
แต่กว่าคอนเซปต์เหล่านั้นจะตัดเย็บออกมาเป็นรูปเป็นร่าง พวกเขาล้วนผ่านเครื่องบดขยี้ในกระบวนการที่แพสชัน ต้องปะทะกับ ไม้บรรทัดของความจริงที่มีข้อจำกัดทั้งเวลาและงบประมาณ
Pattern Drafting ร่างแพตเทิร์นความคิด เมื่อแค่ความสวยงามไม่ใช่สัดส่วนที่ถูกต้อง
“การใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่ดี ต้องเริ่มจากการเข้าใจและซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง… ซึ่งการตั้งคำถาม สำคัญและยากพอๆ กับการหาคำตอบ”
วาทะจาก เอดด้า-พันเลิศ ศรีพรหม ศิลปินสื่อผสมเจ้าของนิทรรศการ SEXTING ไม่ได้เป็นเพียงปรัชญาของวงการศิลปะเท่านั้น แต่มันคือสัจธรรม ที่สะท้อนภาพสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเหล่านักศึกษาแฟชั่นดีไซน์ ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของการตั้งไข่โปรเจกต์จบ หรือที่คนในวงการเรียกกันว่าสภาวะธีสิส ได้อย่างบาดลึกที่สุด

“สรุปแล้ว… คุณทำชุดเหล่านี้มาเพื่ออะไร? และใครคือคนใส่?”
นี่คือสิ่งที่ มนต์ตรา ไชยชมภู อดีตนักศึกษามัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ต้องเผชิญหน้าบนโต๊ะพรีเซนต์คอลเล็กชันหัวข้อ Peter Pan Syndrome
สำหรับคนนอก เหตุผลที่ว่า “ทำเพราะสวย” อาจฟังดูเข้าที แต่ในสถาบันแฟชั่น นี่คือข้อห้ามระดับเรดการ์ดที่คณะกรรมการพร้อมปัดตกอย่างไร้เยื่อใย เพราะความสวยเป็นนามธรรมที่วัดค่าไม่ได้ สิ่งที่อาจารย์มองหาจึงไม่ใช่แค่เสื้อผ้าที่สวยวิจิตร แต่คือ Objective หรือเป้าหมายที่แข็งแรงพอจะเป็นแกนยึดเหนี่ยว ไม่ให้ดีไซเนอร์จมน้ำตายในมหาสมุทรไอเดียของตัวเอง
อาจารย์ ดร.ทเนศ บุญประสาน อาจารย์ประจำภาควิชาออกแบบเครื่องแต่งกาย คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ขยายภาพความจริงข้อนี้ให้ชัดเจนขึ้นว่า ปัญหาคลาสสิกที่ฆ่าเด็กแฟชั่นมานักต่อนัก ไม่ใช่ภาวะสมองตัน แต่คือการหยิบเอาความ Conceptual ที่จับต้องไม่ได้มาเป็นโจทย์ แล้วไม่สามารถ Transform หรือรื้อโครงสร้างเหล่านั้นให้ออกมาเป็นแพตเทิร์นเสื้อผ้าได้
“ทุกเรื่องบนโลกสามารถทำเป็นเสื้อได้ทั้งหมด แต่อยู่ที่ว่าเรื่องนั้นมันใหม่พอไหม ซ้ำรอยรุ่นพี่หรือเปล่า และเด็กมีทักษะมากพอที่จะเอาชนะความยากของการตีความนั้นหรือไม่” .ทเนศ กล่าว
และเพื่อป้องกันไม่ให้จินตนาการเตลิดจนกู่ไม่กลับ สิ่งที่ใช้ดึงพวกเขากลับสู่แรงโน้มถ่วงของโลกความจริงก็คือ ผู้สวมใส่การวิเคราะห์ Persona, การทำ Customer Profile หรือการหา Muse ไม่ใช่แค่ศัพท์การตลาดหรูๆ ที่ใส่มาเพื่อให้เล่มรายงานดูมีน้ำหนัก แต่มันคือไม้บรรทัดชิ้นสำคัญในการกำหนดชิ้นงาน
“ถ้าการออกแบบไม่มีผู้สวมใส่ มันจะไร้ทิศทางทันที ไม่ใช่แค่คนทำที่สับสนนะ แต่ผู้ตรวจก็สับสนด้วย เพราะเราจะไม่รู้เลยว่าต้องเอาเกณฑ์อะไรมาตรวจ” .ทเนศย้ำถึงหัวใจของการออกแบบ

ข้ามมาที่ฝั่งรั้วแฟชั่นฯ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บรรยากาศในห้องเย็นของการเสนอหัวข้อเข้มข้นไม่แพ้กัน ต้นตาล-ณัฐวัฒน์ ชานนท์ ก้าวเข้ามาพร้อมสองหัวข้อเพื่อให้อาจารย์ร่วมชี้ชะตา และหวยก็ออกที่แนวคิด American Gothic จุดสตาร์ตนี้บีบให้ต้นตาลต้องสวมวิญญาณนักโบราณคดีข้อมูล มุดลงไปในเว็บบอร์ดลึกสุดของต่างประเทศ เพื่อขุดประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุค Space Age ไปจนถึงรากฐานงานสถาปัตยกรรม Art Deco ที่โดดเด่นเรื่องรูปทรงเรขาคณิตแบบอสมมาตร
เมื่อได้ข้อมูล ที่แน่นพอ วิธีการทำงานของต้นตาลกลับเลือกที่จะแหกขนบ แทนที่จะพุ่งไปจับเดรปผ้า (Draping) บนหุ่นเพื่อหาฟอร์ม หรือจรดดินสอวาดภาพ เขาเลือกที่กระโจนเข้าใส่การทดลองวัสดุทันที
“งานของผมคือการสเก็ตช์ที่คิดออกมาจาก Material ที่เรามีอยู่เลย เพราะบางทีคอลเล็กชันที่ทรงพลัง ไม่ได้เริ่มจากปลายดินสอเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการสัมผัสถึงจิตวิญญาณของวัสดุในมือ” ณัฐวัฒน์กล่าว
ตัดภาพกลับมาที่มนต์ตรา เธอได้ค้นพบจุดประสงค์ของเสื้อผ้าในคอลเล็กชั่น Peter Pan Syndrome อย่างแท้จริงผ่านคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา
“ถ้านี่คือโรคกลัวการเติบโต… ทำไมไม่เอาชุดมารักษาแบบเกลือจิ้มเกลือล่ะ? ถ้าเขากลัวอะไร ก็เอาสิ่งนั้นมารักษาไปเลยสิ”
แนวคิดเรื่องพฤติกรรมบำบัดกลายเป็นกุญแจดอกใหญ่ที่ปลดล็อกโครงสร้างทั้งหมด แต่มันก็พาเธอไปสู่ความท้าทายบทใหม่ เมื่อข้อมูลทางการแพทย์บนกูเกิลแข็งกระด้างเกินกว่าจะนำมาใช้ในงานดีไซน์ มนต์ตราจึงตัดสินใจฉีกตำราการเสิร์ชอินเทอร์เน็ตทิ้ง แล้วหันไปใช้การเจาะลึกพฤติกรรมมนุษย์ผ่านการทำแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างกว่าครึ่งร้อยชีวิต เพื่อควานหา ประสบการณ์ร่วม ที่ผู้คนมีต่อวัยเด็ก ดาต้าดิบๆ จากความรู้สึกมนุษย์ กลายมาเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศที่ถูกนำมาร้อยเรียงใหม่ ลงสู่โครงสร้างของเสื้อผ้า
Fabric Manipulation: รื้อโครงสร้างข้อมูล สู่การทดลองบนเนื้อผ้า
ในระบบนิเวศของการทำวิทยานิพนธ์แฟชั่น ด่านหินที่สูบพลังชีวิตนักศึกษามากที่สุดมักไม่ใช่การตีความแรงบันดาลใจ แต่คือข้อกำหนดด้านไทม์ไลน์ที่บีบคั้นให้ต้องส่งบทสรุปของ 3 เสาหลักอย่าง
1. Research กระบวนการนี้มักแบ่งออกเป็น 2 มิติหลัก
- Primary Research (การวิจัยปฐมภูมิ): การลงพื้นที่จริงเพื่อเก็บข้อมูลดิบ เช่น การเดินเข้าพิพิธภัณฑ์เพื่อดูรอยตะเข็บเสื้อผ้าโบราณ, การสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างเพื่อทำความเข้าใจจิตวิทยาพฤติกรรม (เหมือนที่มนต์ตราทำเรื่อง Peter Pan Syndrome), การศึกษาโครงสร้างตึก หรือแม้แต่การทดลองทางวิทยาศาสตร์
- Secondary Research (การวิจัยทุติยภูมิ): การสืบค้นผ่านหนังสือประวัติศาสตร์ศิลปะ, บทความวิชาการ, ภาพยนตร์ หรือแฟ้มประวัติศาสตร์
ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำมาสกัดเหลือเพียง แก่น และจัดทำเป็น Mood Board และ Concept Board เพื่อกำหนดโทนสี อารมณ์ของชุด


2. Sketch พิมพ์เขียวทางวิศวกรรมแฟชั่น ขั้นตอนนี้ดีไซเนอร์ต้องเข้าใจกายวิภาคศาสตร์ และต้องตอบตัวเองให้ได้ในทุกเส้นที่ขีดลงไปว่า เส้นสายเหล่านั้นจะรองรับการเคลื่อนไหวของมนุษย์ได้อย่างไร สเก็ตช์ที่ดีคือพิมพ์เขียว ที่ช่างแพตเทิร์นและช่างเย็บสามารถมองแล้วเข้าใจตรงกัน โดยทั่วไปจะแบ่งการสเก็ตช์ออกเป็น 2 รูปแบบ
- Fashion Illustration : คือการวาดเพื่อสื่อสาร อารมณ์ ของชุด เป็นการวาดโชว์ซิลลูเอต ท่าโพส การทิ้งตัวของเนื้อผ้า
- Flat Sketch / Technical Drawing : นี่คือหัวใจสำคัญของการทำงานจริง เป็นการวาดเสื้อผ้าแบบ 2 มิติ (หน้า-หลัง-ข้าง) ต้องระบุตำแหน่งของรอยตะเข็บ, เกล็ด สำหรับเข้ารูป, ตำแหน่งซิป, รังดุม, ความกว้างของปกเสื้อ และรายละเอียดทุกตารางนิ้วอย่างแม่นยำ


3. Technique หากรีเสิร์ชคือสมอง และสเก็ตช์คือโครงกระดูก เทคนิคก็คือผิวหนังและกล้ามเนื้อ ที่สร้างชีวิตชีวาให้กับชุด กระบวนการนี้ครอบคลุมตั้งแต่
- Fabric Manipulation (การดัดแปลงพื้นผิวผ้า): การทำให้ผ้าเรียบๆ มีมิติ เช่น การทำพลีต , การจับสม็อก, การบุใย , การปัก , หรือการรุ่ยทำลายเนื้อผ้า
- Creative Pattern / Draping: การสร้างโครงสร้างใหม่ เช่น การรื้อโครงสร้างเสื้อแจ็กเก็ต ให้กลายเป็นกระโปรง หรือการจับเดรปผ้าขึ้นหุ่นเพื่อหาฟอร์มแบบอสมมาตร ที่ไม่สามารถคำนวณได้บนกระดาษแบนๆ
- Unconventional Materials: การใช้วัสดุที่ไม่ใช่สิ่งทอมาทำเป็นชุด เช่น พลาสติก, โลหะ, ซิลิโคน, 3D Printing หรือการผสมสารเคมี (แบบที่ณัฐวัฒน์ใช้ทดลองกับพื้นผิว PU) เพื่อสร้างลูกเล่นใหม่ๆ
บทเรียนราคาแพงของมนต์ตราเริ่มต้นเมื่อเวลาบีบให้เธอต้องข้ามขั้นตอนการขึ้นโครงจริง แล้วสเก็ตช์ภาพจากงาน Collage ผลลัพธ์คือหายนะบนหุ่นโชว์ เมื่อจินตนาการไม่เคยถูกทดสอบด้วยแรงโน้มถ่วง ชุดสีชมพูฟอร์มเหี่ยวย่นจึงยุบตัวและสูญเสียซิลลูเอตไปอย่างสิ้นเชิง ความผิดพลาดนี้ฉายซ้ำเมื่อเธอจำลองโครงชุดด้วยถุงพลาสติกน้ำหนักเบา แต่พอตัดเย็บจริงด้วยผ้าหนังและผ้าทอที่หนักอึ้ง โครงสร้างที่เคยตระหง่านก็พังทลายลู่ลงพื้น ไม่เหลือเค้าโครงเดิมบนโต๊ะตรวจงานแม้แต่น้อย
การแก้ปัญหาหน้างานจึงต้องงัดเอาวิศวกรรมโครงสร้างเสื้อผ้ามาใช้ มนต์ตรารื้อระบบคิดใหม่ เลียนแบบการขึ้นฟอร์มเบาะโซฟาด้วยการเย็บโครงซับในจากใยสังเคราะห์ เพื่อสร้างวอลลุ่มมหาศาลที่คงความเบาที่สุด ก่อนจะสวมทับเปลือกนอกด้วยงานถักทอเพื่อยึดเกาะโครงสร้างนั้นไว้อีกชั้น
ด้านคอลเล็กชัน American Gothic ของณัฐวัฒน์ ความท้าทายกลับไปตกที่ Material Development การหยิบประวัติศาสตร์ยุคอวกาศมาเป็นแกนกลาง ไม่ใช่สิ่งที่จะเดินหาผ้าได้ทั่วไปตามตลาด เขาจึงต้องบิดเบือนวัสดุธรรมดาให้ดูล้ำยุค ทว่านี่คือด่านทดสอบความแม่นยำ เมื่อเขาใช้หนังเทียม PU ตอกตาไก่โลหะเพื่อจำลองผนังยานอวกาศ แต่กลับถูกคณะกรรมการจี้ถามว่าไอเดียนี้ตื้นเกินไปหรือไม่
การแก้เกมของเขาคือการผลักเพดานเทคนิคไปอีกขั้น ด้วยการราดซิลิโคนสีเทาให้ไหลทะลักออกมาตามรูตาไก่ เกิดเป็นพื้นผิวใหม่คล้ายผิวหนังที่มีสสารลึกลับซึมออกมา นับเป็นการพัฒนาวัสดุที่ตอบโจทย์ทั้งความขบถและคอนเซปต์ได้อย่างแยบยล
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงเกิดคำถามตัวโตๆ ว่า แล้วกระบวนการที่ซับซ้อนราวกับการสร้างสถาปัตยกรรมเหล่านี้ มันไม่มีค่าใช้จ่ายหรือ? การจะเนรมิตคอลเล็กชันวิทยานิพนธ์แฟชั่นสักชุดต้องแลกมาด้วยต้นทุนเท่าไหร่ และมีค่าใช้จ่ายแฝงอะไรซ่อนอยู่หลังม่านรันเวย์อีกบ้าง?
คำตอบคือ ทุกฝีเข็มและทุกการทดลองล้วนถูกตีราคาเป็นเม็ดเงินที่นักศึกษาต้องแบกรับแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์


The Reality of Toile กับต้นทุนที่ต้องแบกรับ
กระบวนการออกแบบไม่ได้จบลงที่ภาพสเก็ตช์สวยหรู เมื่อผ่านด่านคอนเซปต์ ด่านต่อไปที่สูบพลังชีวิตและทุนทรัพย์ของนักศึกษาแฟชั่นมากที่สุดคือการทำผ้าดิบ เพื่อทดลองสัดส่วนและการทิ้งตัวก่อนลงมือตัดบนผ้าจริง แม้มองเผินๆ ผ้าดิบจะมีราคาเพียงเมตรละหลักสิบ แต่สำหรับวิทยานิพนธ์ที่ต้องการสร้างซิลลูเอตขนาดใหญ่ ชุดหนึ่งชุดอาจต้องใช้ผ้าดิบถึง 5-6 เมตร และเมื่อรวมการทำทั้งคอลเล็กชันพร้อมกับการรื้อทำใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จำนวนผ้าดิบอาจพุ่งสูงเกิน 20 เมตร
แม้สถาบันการศึกษาอาจมีงบสนับสนุนอยู่บ้าง แต่ความจริงอันโหดร้ายคือ งบเหล่านั้นมักถูกดูดกลืนไปกับโปรดักชันส่วนกลาง เงินสนับสนุนที่ควรจะได้นำมาทำชุด สุดท้ายมักถูกนำไปหักลบกับค่าใช้จ่ายในการจัดแฟชั่นโชว์ปลายปีที่ใช้เม็ดเงินมหาศาล และจบลงที่นักศึกษาต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินสมทบเพิ่มอยู่ดี ท้ายที่สุดแล้ว ภาระค่าวัสดุอุปกรณ์ทุกฝีเข็มจึงตกเป็นของนักศึกษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเฉพาะเมื่อเงื่อนไขของเวลา เข้ามาบีบคั้น ทางออกของหลายคนจึงจบลงที่การใช้เงินแก้ปัญหาด้วยการจ้างช่างแพตเทิร์นและช่างเย็บมืออาชีพ ซึ่งราคาค่าตัวนั้นเรียกได้ว่าโหดหิน เรตมาตรฐานมักเริ่มต้นที่ชุดละหนึ่งหมื่นบาท และตัวเลขนี้อาจเป็นเพียงแค่ค่าเย็บขึ้นโครงเท่านั้น ยังไม่รวมรายละเอียดอื่น ๆ ด้วยต้นทุนแฝงที่สูงลิ่วเช่นนี้ จึงทำให้นักศึกษาจำนวนไม่น้อยต้องดิ้นรนกลับมาลงมือตัดเย็บโครงสร้างด้วยตัวเอง เพื่อควบคุมงบประมาณไม่ให้บานปลายจนเกินรับไหวนั่นเอง
“เอาเข้าจริงแล้ว คนที่ใช้เงินเยอะในบางครั้งคือคนที่จัดการตัวเองไม่ได้ ถ้ากระบวนการทุกอย่างที่เรียนมา เขาเอามาทำเองได้หมด รู้จักวางแผนการจัดการเวลาและเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด งบประมาณมันจะไม่บานปลายเลย”
ทเนศกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า หากนักศึกษาสามารถนำทักษะมาปรับใช้และบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้เงินก้อนโตเพื่อแก้ปัญหาหน้างานก็แทบจะไม่มีความจำเป็น เพราะงบประมาณที่สูงเกินความจำเป็น ก็ล้วนสะท้อนความบกพร่องในการบริหารเช่นกัน
เหตุผลสำคัญที่ทำให้นักศึกษาหลายคนต้องสูญเสียเงินหลักแสนไปกับการจ้างช่างตัดเย็บ ไม่ใช่แค่เรื่องของค่าแรงตามปกติ แต่ส่วนหนึ่งมันคือค่าความเสี่ยง ที่ช่างต้องแบกรับจากความไม่แม่นยำของตัวผู้ออกแบบเอง หากดีไซเนอร์สามารถขึ้นแพตเทิร์นหรือเขียนแบบสั่งงาน ได้อย่างชัดเจนและส่งต่อให้ช่างเย็บประกอบร่าง ต้นทุนก็จะถูกควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ที่สมเหตุสมผล แต่ในโลกความเป็นจริง นักศึกษาหลายคนเลือกที่จะพึ่งพาช่างตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น ซึ่งทเนศได้อธิบายถึงจุดนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า
“ถ้าคุณเขียนแบบไม่เคลียร์แล้วส่งไปให้ช่าง ช่างก็จะชาร์จราคาเพิ่มทันที ทั้งค่าตีความแบบ ทำแพตเทิร์นใหม่ และการทดลองตัดเย็บเพื่อแก้ปัญหาหน้างาน เหมือนเขาต้องมานั่งคิดให้เราใหม่หมด ค่าใช้จ่ายมันจึงแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว”
สิ่งนี้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงของการสื่อสารงานออกแบบ เพราะการพึ่งพามืออาชีพไม่ใช่เรื่องผิด แต่การพึ่งพาโดยปราศจากความเข้าใจในโครงสร้างงานของตนเองต่างหากที่ทำให้ต้นทุนบานปลายจนเกินควบคุม
แต่ถ้าไม่พึ่งช่าง ใช้งบน้อย งานมันจะออกมาดีจริงหรอ?
ในมุมมองของทเนศ แฟชั่นทีสิสไม่ใช่เพียงแค่การทำชุดเพื่อเดินอวดโฉมบนรันเวย์แล้วรูดม่านปิดฉาก แต่มันคือสนามจำลองของการทำธุรกิจที่สมจริงที่สุด
“จริงๆ แล้วมันคือบททดสอบให้นักศึกษารู้จักประหยัด วางแผน และเพิ่มมูลค่าสินค้า คุณต้องเอาของถูกมาทำให้แพง ให้ดี ให้เก๋ให้ได้” เขาย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการควบคุมต้นทุน เพราะหากดีไซเนอร์ไม่สามารถทำได้ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา เมื่อก้าวเข้าสู่โลกแห่งอุตสาหกรรมที่ต้องแข่งขันกันด้วยโครงสร้างราคาและกลไกตลาด พวกเขาก็อาจพ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเปิดตัวแบรนด์
“สมมติถ้าคุณต้องไปทำโปรดักชันเพื่อขายจริงๆ แค่บริหารต้นทุนไม่ได้ คุณก็ไปตั้งราคาแข่งกับตลาดไม่ได้แล้ว สุดท้ายก็แพ้เขา” แก่นแท้ของการเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ จึงเป็นการหยิบเอาวัสดุธรรมดามาผ่านกระบวนการคิดและทักษะฝีมือเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้ผลงานดูมีชั้นเชิง การใช้เงินแก้ปัญหาจึงไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันนี้
“ปีนี้มีเด็กที่จบด้วยเงินเพียง 5,000 บาท เขาบริหารจัดการด้วยการใช้ผ้าจากสปอนเซอร์และลงมือตัดเย็บเองทั้งหมด หรือบางคนใช้งบแค่ 15,000 บาท เอาวัสดุเทคนิคใกล้ตัวมาดัดแปลง ช่วยกันทำกับครอบครัวจนออกมาดูดีมากๆ ซึ่งสำหรับอาจารย์ เราเคยยืนปรบมือให้กันทั้งห้องเลยนะ”
ภาพความสำเร็จเหล่านี้คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า คอลเล็กชันที่ยอดเยี่ยมที่สุดไม่ได้วัดกันที่จำนวนเงินลงทุนที่สูงลิบลิ่วเสมอไป
แต่อย่างไรก็ดี ช่องโหว่ทางทุนทรัพย์ก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะสำหรับนักศึกษาที่มีงบจ้างช่างตั้งแต่ต้นจนจบ อิสระทางการออกแบบย่อมไร้ขีดจำกัด เพราะมีมืออาชีพคอยเนรมิตจินตนาการที่หลุดโลกให้เป็นจริงได้เสมอ ตรงข้ามกับนักศึกษาที่งบจำกัดและต้องเย็บงานเอง ความกังวลว่าออกแบบมาแล้วจะเย็บรอดไหม จะบีบให้พวกเขาต้องประนีประนอมกับดีไซน์ เลือกทำเฉพาะโครงสร้างที่อยู่ในเซฟโซน จนบางครั้งผลงานอาจไปไม่ถึงศักยภาพสูงสุดที่ควรจะเป็น


ความคาดหวังจากมุมมองคนในอุตสาหกรรม
สำหรับคนทำงานสายแฟชั่น รันเวย์วิทยานิพนธ์ของนักศึกษาไม่ได้เป็นเพียงงานจัดแสดงผลงานจบการศึกษา แต่มันคือเหมืองทองแห่งแรงบันดาลใจที่เต็มไปด้วยพลังงานอันบริสุทธิ์ แอล-รัชกฤต เฉลิมแสน สไตลิสต์ ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ และนักเขียนด้านแฟชั่น จาก ELLE Men Thailand ซึ่งเป็นหนึ่งในอินไซเดอร์ที่มักจะไปปรากฏตัวในงานทีสิสแฟชั่นอยู่เสมอ ด้วยจุดประสงค์ที่ชัดเจน นั่นคือการตามหาความใหม่ ที่หาไม่ได้จากตลาดอุตสาหกรรม
“พี่อยากเห็น Perspective ของเด็กรุ่นใหม่ ว่าเขามองแฟชั่นยังไง… ได้เซนส์ของความ Newness เพราะเด็กที่มาทำทีสิสเขาจะไม่มีกรอบเยอะเท่ากับแบรนด์ที่ต้องทำเพื่อเน้นการขาย”
รัชกฤตกล่าว การทำงานในวงการแฟชั่นเรียกร้องให้สไตลิสต์ต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล การพึ่งพาเพียงคอลเล็กชันจากแบรนด์เดิมๆ จึงไม่เพียงพอ การเปิดรับพลังงานจากดีไซเนอร์หน้าใหม่จึงเป็นเสมือนการรีเฟรชความคิด นอกจากนี้ พื้นที่ตรงนี้ยังเป็นเหมือนเวทีค้นหาเพชรเม็ดงามในวงการ
“มันทำให้เราได้เห็นบุคลากรแฟชั่นรุ่นใหม่ๆ ด้วยว่าเขาเป็นใคร เพราะมันจะมีบางคนที่แบบเป็น Hidden gem มากๆ อย่าลืมว่า John Galiano ก็โด่งดังจากการที่ Anna Wintour เห็นเขาในงานธีสิส”
ท่ามกลางเสียงสะท้อนของปัญหาคลาสสิกอย่างต้นทุนที่บานปลาย ทำให้นักศึกษาแฟชั่นหลายคนเกิดความกังวลและพยายามหาทางออกด้วยการออกแบบคอลเล็กชันให้ดูเป็น Commercial หรือสวมใส่ได้จริง เพื่อหวังว่าหลังจบแฟชั่นโชว์ ชุดเหล่านี้จะสามารถนำไปปล่อยเช่าหรือขายเพื่อถอนทุนคืนได้
แต่คำถามที่น่าสนใจคือ นั่นคือสิ่งที่คนในอุตสาหกรรมแฟชั่นคาดหวังจะเห็นจากว่าที่สถาปนิกแห่งอาภรณ์รุ่นใหม่จริงๆ หรือ?



เสน่ห์ที่แท้จริงของงานทดลอง
ในมุมมองของคนแฟชั่น รันเวย์ทีสิสไม่ใช่โชว์รูมขายเสื้อผ้า แต่คือพื้นที่ปลดปล่อยของประลองไอเดีย รัชกฤต ได้ตอกย้ำถึงประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า
“เวลาไปดูงานทีสิส พี่ไม่อยากดูเสื้อผ้าที่เป็น Commercial หรือ Ready-to-wear เพราะนั่นคืองานของคุณเมื่อออกไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง แต่ในตอนที่คุณยังเป็นนักศึกษา พี่ต้องการเห็นงานที่ Conceptual และ Experimental”
สิ่งที่วงการถวิลหาคือความกล้าที่จะออกนอกกรอบ แม้ผลลัพธ์บนรันเวย์อาจจะมีชิ้นที่ดูดิบไปบ้าง หรือไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่นั่นคือสเน่ห์ของการตีความแฟชั่นในมุมมองใหม่ อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความแฟนตาซีหรือโครงสร้างที่ล้ำยุค สิ่งที่แบรนด์ระดับท็อปมองหาเพื่อดึงตัวไปร่วมงาน กลับเป็นสิ่งที่จับต้องได้อย่าง กระบวนการคิดทางดีไซน์ และ ความประณีต
รัชกฤตอธิบายต่อว่า ดีไซเนอร์ที่โดดเด่นไม่ใช่คนที่ทำชุดได้ประหลาดที่สุด แต่คือคนที่ผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับทักษะวิชาชีพได้อย่างลงตัว หากคุณทำชุดโครงสร้างสุดล้ำ แต่ฝีเข็มเนี้ยบกริบ แบรนด์หรูย่อมพร้อมอ้าแขนรับ เพราะมันคือภาพสะท้อนว่าคุณเข้าใจรากฐาน ของการทำเสื้อผ้าอย่างถ่องแท้
นอกจากนี้ ในสมรภูมิรันเวย์ที่มีผลงานเดินเรียงหน้ากระดานกว่า 60-70 ชุด การทำทีสิสจึงเปรียบเสมือน One Shot หรือโอกาสทองเพียงเสี้ยวนาทีที่ดีไซเนอร์จะได้ตะโกนบอกเอกลักษณ์ของตัวเอง สไตลิสต์จะจดจำและเลือกหยิบชุดเพียงไม่กี่ชุดที่เตะตา และ ตอบโจทย์ คอนเซปต์ไปใช้งานจริงบนเรือนร่างของเซเลบริตี้ และนั่นก็จะเป็นผลประโยชน์ที่ตามมาทีหลัง
Creativeไม่จำเป็นต้อง ระเบิดภูเขาเผากระท่อม
เมื่อพูดถึงความ Experimental หรือ Creative หลายคนอาจติดภาพจำว่ามันต้องใหญ่โต อลังการ หรือหลุดโลก แต่ทเนศ ได้ให้มุมมองที่ฉีกออกไปและชวนให้เราตั้งคำถามกับคำว่าสร้างสรรค์ ใหม่ทั้งหมด
ความครีเอทีฟไม่ได้แปลว่าต้องเล่นใหญ่ หรือทำชุดที่ขนย้ายลำบากและสุดท้ายกลายเป็นขยะกองโตที่สูญเงินเป็นแสน แต่งานที่ น้อย และ ฉลาด ก็สามารถเป็นงานที่เปี่ยมไปด้วยความครีเอทีฟได้ หากมันมาจากกระบวนการคิดที่แยบคาย
ท้ายที่สุดแล้ว งานออกแบบที่กลั่นกรองมาจากตัวตนที่แข็งแรงและทักษะฝีมือที่เหนือชั้นต่างหาก คือสกุลเงินที่แท้จริงที่จะซื้อตั๋วใบเบิกทางเข้าสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เสื้อผ้าที่ยิ่งใหญ่แต่ไร้ซึ่งภาพจำ
ก่อนม่านรันเวย์จะเปิด
ต่อเนื่องจากความคาดหวังของผู้ชมในงาน ฝั่งของนักศึกษาเอง การจะผลักดันภาพสเก็ตช์ให้ทะยานไปถึงจุดนั้นได้ จำเป็นต้องผ่านหลายขั้นตอน จนมาถึงขั้นสุดท้ายอย่างการหานายแบบ เพื่อเติมเต็มซิลลูเอตของลุคให้สมบูรณ์ ซึ่งบ่อยครั้งก็มักเต็มไปด้วยความขลุกขลักจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
“จริงๆ มันควรจะแคสตั้งแต่ส่งผ้าดิบครั้งแรกแล้ว เพื่อที่จะหาไซส์ทำชุด แต่ของพวกเราไปแคสกันตอนหน้างานเลย” ณัฐวัฒน์ เล่าถึงความท้าทายในวันแคสติ้งที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เมื่อไม่ได้มีการฟิตติ้งมาตั้งแต่ต้น การจับคู่คนกับชุดจึงกลายเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย
ยิ่งไปกว่านั้น การเลือกนายแบบนางแบบยังมีป้ายราคาแปะอยู่ แม้มหาวิทยาลัยจะช่วยประสานงาน แต่ค่าตัวของนางแบบนั้น ดีไซเนอร์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งหมด เรตราคาเริ่มต้นมักอยู่ที่ 1,500 บาท แต่หากต้องการโมเดลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น โมเดลต่างชาติ ค่าตัวอาจพุ่งสูงถึง 5,000 บาท ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่บวกเพิ่มเข้ามาในช่วงโค้งสุดท้ายของการทำงาน
เมื่อวันจริงมาถึงและแสงไฟบนรันเวย์สาดส่อง วินาทีที่ชุดถูกนำเสนอออกไป ความรู้สึกของเหล่านักศึกษากลับไม่ได้มีเพียงแค่ความปิติยินดี แต่เจือปนไปด้วยความโล่งใจและความเสียดาย



“พี่ห่วงชุดสีฟ้าของพี่มาก มันหนักมากจนนายแบบบอกว่าปวดไหล่ พี่กลัวเชือกตรงกลางด้านหน้าที่ไว้ผูกกันมันจะขาด เพราะมันรับน้ำหนักไม่ไหว ต้องสอยกันทั้งวันอยู่ตรงนั้น” มนต์ตราเล่าถึงความกังวลหลังเวที



ความรู้สึกของณัฐวัฒน์ก็ไม่ต่างกัน “หลังจากจบแฟชั่นโชว์ก็โล่งนะ แต่ก็แอบเอ๊ะอยู่ว่า มันน่าจะได้มากกว่านี้รึเปล่า สิ่งที่ออกมามันอาจจะไม่ได้เพอร์เฟกต์เท่าสิ่งที่เราคิดไว้แต่แรก”
ความเสียดายที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ได้พยายาม แต่เป็นเพราะข้อจำกัดทางทรัพยากร ทั้งเงิน และ เวลา ที่บีบบังคับให้พวกเขาต้องยอมประนีประนอมกับจินตนาการของตัวเอง
“พี่จะรู้สึกตลอดว่าบางอย่างมันได้มากกว่านี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องงบ ถ้าเราได้ทดลองมากกว่านี้ คงจะดีกว่านี้” มนต์ตรากล่าวทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจ
ทันทีที่แสงไฟบนรันเวย์ทีสิสดับลง เสียงปรบมือจางหาย นั่นไม่ใช่จุดจบ แต่คือเสียงระฆังเริ่มต้นเข้าสู่สมรภูมิที่แท้จริงของอุตสาหกรรมแฟชั่น
โลกความจริงหลังม่านทีสิส ที่(ว่าที่)ดีไซเนอร์ต้องเผชิญ
ความท้าทายแรกของดีไซเนอร์หน้าใหม่ คือการตื่นขึ้นมาพบกับความเป็นจริงของโลกทุนนิยม รัชกฤต ชี้ให้เห็นว่า แม้แต่แบรนด์ใหญ่ๆ ที่คุ้นหูอย่าง Asava, Milin หรือ Vatanika ก็ยังต้องปรับตัวอยู่เสมอ แล้วนับประสาอะไรกับแบรนด์เกิดใหม่
พื้นที่และโอกาสสำหรับแบรนด์ใหม่นั้นมีอยู่เสมอ แต่แบรนด์ที่ทำเสื้อผ้าแบบ ลาดหลวม หรือทำส่งๆ เน้นแค่ตามกระแสไวรัล จะอยู่รอดได้ยากในระยะยาว เพราะปัจจุบัน ผู้บริโภคไม่ได้เสพแค่ตัวสินค้า แต่พวกเขาเสพตัวตน ของแบรนด์อีกด้วย
ดีไซเนอร์ตกงาน vs แบรนด์หาคนทำงานไม่ได้
เมื่อถามถึงสถานการณ์ของตลาดแรงงานแฟชั่นไทย เรามักได้ยินเสียงบ่นว่าเด็กจบใหม่ไม่มีงานทำ แต่ในมุมของ บอส-ธรรมธรรศ เลี้ยงธรรมรัตน์ ครีเอทีฟไดเรกเตอร์แห่งแบรนด์ Ori กลับมองว่ามันคือความย้อนแย้งที่น่าตลก เพราะในฝั่งของแบรนด์เองกลับรู้สึกว่าหาดีไซเนอร์มาร่วมงานยากเหลือเกิน
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
คำตอบคือ แบรนด์สมัยนัเไม่ได้มองหาแค่คนที่วาดรูปเก่ง หรือ ทำเสื้อผ้าสวยอีกต่อไป
“พอมาถึงสเกลการทำงานจริง เราไม่ได้มองหาแค่เด็กที่เก่งหรือ Creative จ๋าอย่างเดียว แต่เรามององค์รวม เด็กคนนี้ต้องมาเป็นหนึ่งในทีม เป็นเฟืองที่ถูกต้องเพื่อหมุนให้ระบบมันไปต่อได้”
นั่นหมายความว่า นอกเหนือจาก Hard Skill อย่างทักษะการออกแบบแล้ว Soft Skill คือสิ่งที่ชี้วัดความอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบ การทำงานเป็นทีม การเคารพกฎระเบียบ การส่งงานตรงเวลา และทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่รัชกฤตสะท้อนออกมา คือค่านิยมของการอยากเป็นคนเบื้องหน้า
“ทุกคนอยากเป็น Creative Director อยากเป็นเจ้าของแบรนด์ แต่ถามว่าคนที่ทำงานจริงๆ สามารถขึ้นหุ่น ทำแพทเทิร์น และตัดเย็บชุดออกมาได้จริงๆ มีเยอะไหม? พี่ว่ามีน้อยนะ”
อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยขาดแคลนบุคลากรเบื้องหลังอย่างช่างตัดเย็บ หรือช่างทำแพทเทิร์นรุ่นใหม่ๆ อย่างหนัก ในขณะที่ห้องเสื้อต่างประเทศ มักจะผสมผสานคนทำงานต่างเจเนอเรชันเข้าด้วยกัน ทั้งช่างฝีมือรุ่นเก่าและช่างรุ่นใหม่ แต่ในไทย ค่านิยมการให้คุณค่ากับการเป็นคนลงมือทำเบื้องหลัง กลับถูกมองข้าม เพราะทุกคนล้วนอยากยืนอยู่หน้าสปอตไลต์ในฐานะ Frontman
อะไรคือต้นตอของปัญหานี้?
รัชกฤต วิเคราะห์ไว้อย่างเฉียบขาดว่า ความผิดนี้ไม่อาจโทษเด็กเจเนอเรชันใหม่ได้เต็มปาก แต่มันคือปัญหาของรากฐาน และค่านิยมของสังคมที่ไม่เคยให้คุณค่ากับอาชีพเหล่านี้มาตั้งแต่ต้น
“เราไม่ได้ให้ค่าอาชีพนี้ตั้งแต่แรก เราไม่ได้มองว่ามันสำคัญ ในขณะที่ต่างประเทศเขามี Atelier เขายกย่องคนเหล่านี้ เพราะเขารู้ว่านี่คือฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนวงการแฟชั่นตัวจริง”
ในสังคมไทย ภาพจำของอาชีพช่างเย็บผ้า มักถูกตีค่าเป็นเพียงงานรับจ้างราคาถูกริมทาง เราไม่ได้มองว่านั่นคืองานคราฟต์ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญขั้นสูง ในขณะที่แบรนด์ระดับตำนานอย่าง Chanel ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซื้อและรักษาสถาบันช่างฝีมือ ไม่ว่าจะเป็นช่างทำขนนก ช่างปัก หรือช่างทอผ้าทวีต เพราะพวกเขารู้ดีว่าช่างเหล่านี้คือผู้กุมหัวใจของแบรนด์ และมีเกียรติเทียบเท่ากับตัวดีไซเนอร์เอง
ผ่าโครงสร้างการศึกษา เมื่อคนสอนยังไม่เข้าใจรากฐาน
และหากจะแก้ปัญหาที่ปลายน้ำ ก็ต้องย้อนกลับไปดูที่ต้นน้ำอย่างระบบการศึกษา ทเนศ ได้ชี้ให้เห็นถึงรอยรั่วสำคัญของหลักสูตรแฟชั่นไทย นั่นคือปัญหาเรื่องบุคลากร
แม้เราจะมีคนจบสายแฟชั่นมากมาย แต่คนที่มีความเข้าใจลึกซึ้งและมีประสบการณ์ตรงในอุตสาหกรรมกลับมีน้อย บางคนไม่เคยทำธุรกิจ ไม่เข้าใจแฟชั่นอย่างแท้จริง หรือบางคนยังแยกไม่ออกระหว่างแรงบันดาลใจกับการก๊อปปี้ แต่กลับผันตัวมาเป็นผู้สอน
“สมมติมีชุดมา 1 ชุด คุณต้องตอบได้ว่าชุดนี้มันสวยเพราะอะไร ไม่สวยเพราะอะไร ไม่ใช่เห็นประหลาดแล้วบอกว่าเก๋ไว้ก่อน มันต้องอธิบายได้ว่ามันสวยเพราะการ Contrast ของเนื้อผ้า โครงสร้าง หรือบริบทของแฟชั่น ไม่ใช่แค่บอกว่า เก๋ โดยที่ไม่เข้าใจแก่นแท้ของมัน”
พื้นฐานทางศิลปะและความเข้าใจในองค์ประกอบศิลป์ คือรากฐานที่สำคัญที่สุด หากนักศึกษาไม่เข้าใจรากฐานเหล่านี้ การออกแบบก็จะเป็นเพียงการหยิบยืมและลอกเลียนแบบ โดยปราศจากนวัตกรรมหรือความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริง ซึ่งการที่เราจะผลิตนักศึกษาที่มีความเข้าใจออกไปได้ ล้วนต้องมาจากบุคคลากรที่ดี นี่คือวัฏจักรที่ต้องแก้ไข เพราะสุดท้ายนักศึกษาที่ไม่เข้าใจแก่นแท้ของแฟชั่น ก็จะวนกลับมาเป็นบุคลากรที่ไม่เข้าใจในเสื้อผ้า
ศิลปะ ยอดขาย และตัวตน
ในโลกของการออกแบบแฟชั่น เส้นแบ่งระหว่างความสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัดกับความอยู่รอดทางธุรกิจ มักเป็นสิ่งที่สร้างความหนักใจให้กับดีไซเนอร์หน้าใหม่เสมอ หลายคนมองว่าการทำเสื้อผ้าคอมเมอร์เชียลคือการลดทอนตัวตน หรือเป็นการประนีประนอมที่น่าเบื่อหน่าย แต่หากเราลองปรับมุมมองใหม่ การทำให้โลกแห่งจินตนาการของเราสามารถสวมใส่ได้จริงบนท้องถนน อาจเป็นความท้าทายที่น่าตื่นเต้นที่สุดในฐานะนักสร้างสรรค์
ธรรมธรรศ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า การทำเสื้อผ้าคอมเมอร์เชียลคือความท้าทายที่แสนสนุก มันไม่ใช่การก้มหัวให้กับตลาดและทำเพียงเสื้อผ้าเรียบๆ แต่คือการตั้งคำถามว่า เราจะดึงผู้คนให้เข้ามาอยู่ในจักรวาลของเราได้อย่างไร ทำอย่างไรให้ความขบถและลายเซ็นของเรากลายเป็นสิ่งที่ผู้คนยอมจ่ายเงินเพื่อจะได้ครอบครอง
สอดคล้องกับมุมมองของ รัชกฤตที่เชื่อมั่นในส่วนผสมของ Art and Commerce เสมอมา แฟชั่นคือศิลปะอย่างหนึ่ง แต่เป็น Wearable Art หรือศิลปะที่สวมใส่ได้จริง จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน หากเรามองไปที่ดีไซเนอร์ระดับท็อปของยุคอย่าง Demna, Jonathan Anderson หรือ Matthieu Blazy เราจะเห็นว่าพวกเขาสามารถบาลานซ์ความสุดโต่งทางศิลปะเข้ากับยอดขายได้อย่างไร้ที่ติ
“ดีไซเนอร์ที่ฉลาดจะไม่สูญเสีย DNA ของตัวเอง แต่พวกเขาจะรู้จังหวะในการนำเสนอ สมมติว่าในหนึ่งคอลเลกชันมี 50 ลุค อาจจะมีสัก 7 ถึง 8 ลุคที่เป็นชิ้นมาสเตอร์พีซ ใส่ยาก สุดโต่ง เพื่อตอกย้ำภาพจำและวิสัยทัศน์ของแบรนด์ ในขณะที่ลุคที่เหลือคือเสื้อผ้าที่ถูกทอนความแรงลงมาให้ใส่ง่ายขึ้น เพื่อเปิดประตูรับฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพราะหากแบรนด์ดึงดันจะทำแต่ชิ้นที่เข้าถึงยาก ลูกค้าก็จะมีอยู่เพียงหยิบมือเดียว”
การบาลานซ์ที่ดีคือการที่ลูกค้าเมื่อเข้าไปในร้าน เขาจะเห็นความโก้หร่านของไอเดียไปพร้อมกับสินค้าที่เขาจะสามารถซื้อและสวมใส่ไปข้างนอกได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนยังคงให้ความสำคัญกับ Design with Function เสมอ
นอกจากความสวยงามแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ มาร์เก็ตติ้ง และเรื่องเล่าเพราะแฟชั่นคือการขายความฝัน แต่ต้องเป็นความฝันที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ เหมือนดังเช่นแบรนด์ระดับโลกที่อาจจะมีกระเป๋าใบละหลายแสนบาทซึ่งคนเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่เอื้อมถึง แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มีน้ำหอมและลิปสติกเป็นตัวแทนของความฝัน ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถซื้อหาเพื่อเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับจักรวาลของแบรนด์ได้

Authentic Self
แล้วเด็กแฟชั่นยุคใหม่ควรเตรียมตัวอย่างไรเพื่อก้าวเข้าสู่สมรภูมินี้?
พันเลิศ ได้ฝากข้อคิดที่สะท้อนยุคสมัยดิจิทัลไว้อย่างลึกซึ้ง นั่นคือการบริหารจัดการสิ่งที่ตัวเราเสพและรับรู้ ในโลกที่ทุกคนถูกป้อนข้อมูลผ่านอัลกอริทึม หากเราปล่อยให้ตัวเองเสพงานเหมือนคนอื่นๆ กินข้อมูลชุดเดียวกัน ผลลัพธ์ที่สะท้อนออกมาผ่านงานดีไซน์ก็ย่อมไม่แตกต่างและไร้ซึ่งความสดใหม่
ความท้าทายที่แท้จริงของว่าที่ดีไซเนอร์ จึงไม่ใช่แค่การตัดเย็บให้เนี้ยบหรือวาดรูปให้สวย แต่คือการกล้าที่จะก้าวออกจากฟีดข้อมูลเดิมๆ เพื่อตามหา Authentic Self หรือตัวตนที่แท้จริงของตัวเองให้เจอ
เมื่อม่านของเวทีการศึกษาปิดลง โลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้มีพื้นที่ไว้สำหรับคนที่ทำตามกันเป็นแพตเทิร์น แต่มีไว้สำหรับผู้ที่รู้จักผสมผสานสุนทรียศาสตร์เข้ากับบริบทของโลก ผู้ที่เข้าใจว่าความงามจะไร้ความหมายหากปราศจากผู้สวมใส่ จงใช้จินตนาการสร้างสรรค์ศิลปะที่งดงาม และใช้สติปัญญาแห่งความเป็นจริงนำพาศิลปะชิ้นนั้นไปสู่เรือนร่างของผู้คน นี่ต่างหากคือบทพิสูจน์ที่แท้จริงของดีไซเนอร์ ผู้จะยืนหยัดอย่างสง่างามในอุตสาหกรรมแฟชั่นยุคต่อไป

