เมื่อโอกาสครั้งหนึ่งเปลี่ยนชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งไปตลอดกาล นั่นคือเรื่องราวของ มอส–ภาณุวัฒน์ โสประดิษฐ นักแสดงหนุ่มที่หลายคนเริ่มรู้จักจากบท ‘มังกร’ ในซีรีส์วายเรื่องแรกของเขา ก่อนจะค่อยๆ ขยายขอบเขตการแสดงไปสู่บทบาทที่หลากหลายขึ้น ทั้งซีรีส์ดราม่า งานสืบสวน ไปจนถึงภาพยนตร์จอใหญ่ ในวันที่เขากำลังก้าวสู่ช่วงเวลาสำคัญของเส้นทางนักแสดง ELLE MEN Thailand ชวนเขาพูดคุยถึงจุดเริ่มต้น ความกดดัน การเติบโต และตัวตนที่ยังคงเดินหน้าค้นพบสิ่งใหม่อยู่เสมอ
จุดเริ่มต้นที่ไม่เคยวางแผน
ชื่อของมอสเริ่มเป็นที่รู้จักจากบท ‘มังกร’ ในมังกรกินใหญ่ Big Dragon The Series ซีรีส์ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเขาอย่างแท้จริง “ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแค่เส้นทางการแสดง แต่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตเลยครับ” เขาบอกอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเล่าย้อนถึงช่วงเวลาที่ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ในช่วงที่สถานการณ์โควิดทำให้ชีวิตนักศึกษาของเขาต้องปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ มอสใช้เวลาว่างเล่นโซเชียลมีเดียมากขึ้น ลองตัดคลิป ลงคอนเทนต์ และเริ่มมีเพื่อนช่วยถ่ายภาพหรือทำคลิปให้ จนกระทั่งเริ่มมีแบรนด์เสื้อผ้าส่งของมาให้ลองรีวิว และทำให้เขาเริ่มถูกมองเห็นในโลกออนไลน์

จากจุดนั้นเองที่โอกาสในวงการบันเทิงเข้ามาเคาะประตูชีวิตของเขา แม้ครั้งแรกจะถูกชวนไปแคสเพื่อเป็นสมาชิกบอยแบนด์ แต่สุดท้ายเส้นทางก็พลิกผันมาสู่การแสดงซีรีส์แทน “ตอนนั้นผมไม่เคยทำงานในวงการมาก่อนเลยครับ ไม่เคยแคส ไม่เคยถ่ายโฆษณาอะไรทั้งนั้น พอเขาเสนอให้ลองเล่นซีรีส์ แล้วคาแร็กเตอร์มันดันใกล้กับตัวผมมาก มันเลยเหมือนทุกอย่างคลิกขึ้นมาพอดี” ซีรีส์เรื่องแรกนี้ไม่เพียงทำให้ผู้ชมรู้จักเขา แต่ยังเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของครอบครัวไปด้วย “มันเหมือนเป็นสิ่งที่เกินฝันมากๆ ครับ เพราะทำให้ผมสามารถช่วยดูแลครอบครัวได้เร็วขึ้น ทั้งชีวิตผมและครอบครัวก็เปลี่ยนไปเลย”
เติบโตไปพร้อมกัน
เคมีระหว่างมอสกับนักแสดงคู่จิ้นอย่าง แบงค์กี้–มณฑป เหมตาล กลายเป็นภาพจำสำคัญของแฟนๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้น เขายอมรับว่ามีความกดดันอยู่ไม่น้อย “พูดตามตรงว่ากดดันครับ เพราะแบงค์เป็นคนที่เก่งมาก และมีแรงขับเคลื่อนในชีวิตสูงมาก เขาเป็นคนที่เดินไปข้างหน้าเร็ว แล้วก็เหมือนดึงเราให้วิ่งตามไปด้วย” อย่างไรก็ตาม ความกดดันนั้นกลับกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาพัฒนาตัวเองมากขึ้น

“ผมพยายามเรียนรู้จากเขาเยอะมาก เขาก็คอยสอนผมตลอด เราอยู่ด้วยกันมาหลายปีแล้ว ก็เหมือนเติบโตไปด้วยกันจริงๆ ถ้ามีอะไรที่ผมทำไม่ได้ เขาก็คอยช่วย ถ้าเป็นเขา ผมก็ทำแบบเดียวกัน” สำหรับมอส การรับฟังเสียงจากคนดูเป็นสิ่งสำคัญ แต่เขาก็พยายามไม่ปล่อยให้ความคาดหวังเหล่านั้นกลายเป็นแรงกดดันที่ทำร้ายตัวเอง
“ผมรับฟังทุกอย่างนะครับ แต่ไม่ได้เอามาบั่นทอนตัวเอง เราเอามาปรับปรุงมากกว่า เพื่อให้ครั้งหน้าทำได้ดีขึ้น”
ความท้าทายบทใหม่
หลังจากผลงานแนวโรแมนติก–ดราม่า มอสกำลังก้าวเข้าสู่ซีรีส์สืบสวนที่มีโทนเข้มข้นขึ้นอย่าง IDENTITY ZERO บนแพลตฟอร์ม iQIYI Thailand ซึ่งเขายอมรับว่าท้าทายกว่าเดิมมาก “ความยากคือเราต้องทำยังไงให้ภาพจำของคนดูเปลี่ยนครับ ทุกอย่างมันเข้มข้นขึ้น ความคาดหวังก็มากขึ้น เลยต้องทำการบ้านเยอะขึ้น ทั้งเวิร์กชอป ทั้งเรียนการแสดงเพิ่ม เพื่อให้พร้อมที่สุด” เขาอธิบายว่าช่วงนี้จึงเป็นช่วงสะสม ‘คลังทักษะ’ เพื่อเตรียมตัวให้ดีที่สุดก่อนเริ่มถ่ายทำจริง

บทบาทที่ทัชใจที่สุด
อีกก้าวสำคัญของเส้นทางการแสดงคือบท ‘จ่อย’ ในภาพยนตร์ ตาโขน ตัวละครที่มีภูมิหลังชีวิตหนักหน่วงและต้องต่อสู้เพื่อครอบครัว สำหรับมอส นี่คือบทบาทที่กดดันที่สุดในชีวิต แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่มีค่าที่สุดเช่นกัน
“มันคือหนังครับ ซึ่งเป็นความฝันของนักแสดงหลายคน แล้วทีมงานใช้เวลาพัฒนาบทกันนานมาก พอหนังออกมาแล้วกระแสดี ผมก็รู้สึกว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากของการเล่นภาพยนตร์” ที่สำคัญ บท ‘จ่อย’ ยังเป็นตัวละครที่เขารู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเองมากที่สุด “เขาเป็นคนที่สู้มาก ไม่มีทางเลือกเยอะ ต้องวิ่งฝ่าฟันไปให้ถึงจุดหมาย ผมรู้สึกว่ามันคล้ายชีวิตผมในหลายอย่างเลย”

เป็นตัวเองให้มากที่สุด
แม้หลายคนจะมองเขาในภาพลักษณ์หนุ่มลุคอินเตอร์สายสุขภาพ แต่มอสกลับบอกว่า สิ่งที่เขาพยายามทำมาตลอดคือการเป็นตัวเองให้มากที่สุด “ผมไม่ได้พยายามคีพภาพลักษณ์ให้ดูหล่อหรือเพอร์เฟ็กต์ตลอดเวลา ผมอยากให้คนเห็นตัวตนจริงๆ ของเรามากกว่า เพราะถ้าวันหนึ่งเราเปลี่ยนไป เขาจะได้ไม่รู้สึกผิดหวัง” เขามองว่าการทำงานในวงการบันเทิงต้องคำนึงถึงทั้งตัวตนของตัวเอง และความคาดหวังของผู้ชมไปพร้อมกัน “เราต้องวางแผนภาพลักษณ์เหมือนกัน แต่ก็ยังต้องรักษาความเป็นตัวเองไว้ให้มากที่สุด”

วินัยที่ไม่เคยหยุด
นอกจากงานแสดง มอสยังได้รับบทบาทเป็น Friend of SEA Games ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ แต่สำหรับเขาแล้ว การดูแลตัวเองไม่ใช่เรื่องใหม่ “ผมออกกำลังกายหนักอยู่แล้วครับ เพราะรู้ว่าตัวเองต้องทำงานหนักเพื่ออยู่ในจุดนี้ให้นาน” เขายังเล่าว่าปัจจุบันพยายามลองกิจกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ ตั้งแต่ปีนผา ไปจนถึงการฝึกกีฬาหลากหลายประเภท เพื่อให้ร่างกายได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ อยู่ตลอด
เส้นทางที่ยังวิ่งต่อ
เมื่อถามถึงภาพตัวเองในอีกห้าปีข้างหน้า มอสตอบอย่างเรียบง่ายว่าเขายังอยากเป็นนักแสดงเหมือนเดิม แต่ในเวอร์ชันที่พัฒนาขึ้นกว่าเดิม “ผมคิดว่าผมยังอยู่ในเส้นทางนี้ แต่จะวิ่งไปได้ไกลขึ้นเรื่อยๆ และยังคงพัฒนาตัวเองตลอด” หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของเขาคือการพัฒนาภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพื่อสื่อสารกับแฟนๆ จากหลากหลายประเทศได้ด้วยตัวเอง “ผมอยากพูดความรู้สึกของตัวเองออกไปตรงๆ ไม่อยากให้ใครมาแปลแทน”

เดนิมที่สะท้อนตัวตน
สำหรับแฟชั่นเซตล่าสุดกับ Levi’s มอสบอกว่าสไตล์ของแบรนด์สะท้อนตัวตนของเขาในช่วงเวลานี้ได้อย่างชัดเจน “Levi’s มันมีความง่าย แต่ก็เพอร์เฟ็กต์ครับ ใส่แล้วดูเข้าถึงง่าย แต่ก็ยังมีความพิเศษอยู่” เขาเล่าว่าการถ่ายแฟชั่นครั้งนี้ยังทำให้เขาได้ค้นพบตัวเองในอีกหลายมุม “บางลุคแค่ยีนส์กับเสื้อยืดหรือแจ็กเกต แต่พอใส่แล้วมันดูพิเศษขึ้นมาได้ ผมรู้สึกว่าการลองใส่เสื้อผ้าที่เราไม่เคยใส่ มันทำให้เราได้เจอสิ่งใหม่ๆ เหมือนกัน”
และนั่นคือสิ่งที่เขายังคงทำอยู่เสมอ ไม่ว่าจะในโลกของแฟชั่นหรือเส้นทางการแสดง การกล้าที่จะลองสิ่งใหม่ เพื่อค้นพบเวอร์ชันที่ดีกว่าของตัวเอง

Credit Team
Photographer: Pathomporn Phueakphud
Fashion Editor: Ratchakrit Chalermsan
|Makeup: Kwankhao Sumalee
Hair: Jatupong Chumpjam

