หากมองในเชิงประวัติศาสตร์แฟชั่น จุดตั้งต้นของลุคแรกในโชว์เดบิวต์ของ Matthieu Blazy สามารถย้อนกลับไปไกลถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ตอนที่ Gabrielle Chanel เริ่มสร้างภาษาการแต่งกายของตัวเองขึ้นมา ในช่วงเวลานั้น ผู้หญิงยังสวมคอร์เซ็ต กระโปรงสุ่มหนาหนัก เสื้อผ้าที่ล้วนจำกัดการเคลื่อนไหว แต่กาเบรียล ชาเนล เลือกที่จะเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม

เธอเริ่มหยิบยืมเสื้อผ้าจากตู้เสื้อผ้าของผู้ชาย โดยเฉพาะของคนรักของเธอ Boy Capel นักธุรกิจชาวอังกฤษผู้มีอิทธิพลต่อสไตล์ของเธออย่างล้นเหลือ ชาเนลมักสวมเสื้อเชิ้ตผู้ชาย แจ็กเกต และกางเกงทรงหลวมของบอยในชีวิตประจำวัน สิ่งที่ดูเหมือนเพียงการยืมเสื้อผ้ามาใส่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดสำคัญในแฟชั่น การปลดปล่อยร่างกายของผู้หญิงจากโครงสร้างที่รัดรึงของยุค Belle Époque เสื้อเชิ้ตผู้ชายที่เธอสวมจึงเป็นการประกาศอิสรภาพของผู้หญิงผ่านเสื้อผ้า ไม่เพียงแค่สัญลักษณ์ของความสบาย แนวคิดนี้ต่อมากลายเป็นหนึ่งในรากฐานของแบรนด์ Chanel เสื้อผ้าที่หยิบโครงสร้างจาก menswear แต่ถูกปรับให้เข้ากับร่างกายและการเคลื่อนไหวของผู้หญิง

มากกว่าหนึ่งศตวรรษต่อมา Matthieu Blazy เลือกเปิดคอลเล็กชั่นแรกของเขาด้วยแนวคิดเดียวกัน ลุคเปิดตัวหยิบ tailoring แบบผู้ชาย แจ็กเกตลาย pied-de-poule จับคู่กับกางเกงทรงคลาสสิก ก่อนปรับสัดส่วนใหม่ให้กลายเป็นซิลูเอตของ Chanel เรื่องเล่าที่อยู่เบื้องหลังลุคนี้ยิ่งตอกย้ำแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน วันแรกที่เขาเดินเข้าสตูดิโอ เบลซี่หยิบกรรไกรมาตัด blazer ของตัวเองให้สั้นลง เพื่อทดลองสัดส่วนของเสื้อผู้หญิง ผลลัพธ์คือแจ็กเกตครอปที่ยังคงโครงสร้างของ tailoring แต่เบาและรีแล็กซ์ขึ้น กลายเป็นภาพร่วมสมัยของแนวคิด masculine–feminine ที่กาเบรียล ชาเนล เคยวางรากฐานไว้


คอลเล็กชั่นจึงเริ่มต้นจาก menswear tradition ด้วยชั้นเชิงที่ชัดเจน ผ่านเสื้อเชิ้ตและกางเกง ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของสไตล์ Chanel มาตั้งแต่ยุคแรก ครั้งนี้เบลซี่ขยายแนวคิดนั้นผ่านการร่วมงานกับ Charvet แบรนด์เสื้อเชิ้ตฝรั่งเศสระดับตำนานที่สร้างเสื้อเชิ้ตซิลูเอตแบบผู้ชายให้กับ Chanel โดยยังคงรายละเอียดของเสื้อเชิ้ตบุรุษไว้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ collar stand ไปจนถึงการติดกระดุมด้านขวาแบบเสื้อผู้ชาย ก่อนจะเติมรายละเอียดแบบ Chanel เข้าไปผ่านกระดุมมุกและโลโก้ CC ที่ซ่อนอยู่ด้านใน เป็นการผสมโลกของ tailoring แบบผู้ชายกับภาษาดีไซน์ของ Chanel อย่างแนบเนียน



หัวใจของคอลเล็กชั่นยังคงเป็นทวีด แต่เบลซี่เลือกตีความใหม่ทั้งหมด เขาเล่นกับน้ำหนักและพื้นผิวของเส้นด้าย ทำให้ทวีดบางชุดมีโครงสร้างแบบเทเลอร์ที่คมชัด ในขณะที่บางชุดกลับเบา โปร่ง และเคลื่อนไหวได้ง่าย จนแทบจะเป็น everyday tweed ที่เหมาะกับสภาพอากาศอุ่นอย่างเอเชีย วัสดุหลักของคอลเล็กชั่นจึงหมุนเวียนอยู่ระหว่างทวีด ซิลก์ และเจอร์ซีย์ ที่ให้ทั้งโครงสร้างและความลื่นไหลของการเคลื่อนไหว
ซิลูเอตของคอลเล็กชั่นนี้มีความรีแล็กซ์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แจ็กเกตหลายตัวถูกครอปสั้นหรือเปิดชายให้ดิบเหมือนเพิ่งถูกตัดด้วยกรรไกร บางลุคเล่นกับภาพลวงตาของวัสดุ เช่น ผ้านิตที่เมื่อมองไกลๆ ดูเหมือนทวีด แต่แท้จริงเริ่มจากโครงนิตสีดำด้านใน ก่อนจะปักซ้อนเป็นลายกริดด้านนอก ทำให้ผ้ามีน้ำหนักเบาและโปร่งขึ้นอย่างมาก นี่คือวิธีคิดแบบ ‘material master’ ที่หลายคนรู้จักเบลซี่อยู่แล้ว รายละเอียดเล็กๆ อย่างกระดุมวินเทจ โซ่ถ่วงชายแจ็กเกต หรือ pocket แบบดั้งเดิมยังอยู่ครบ แต่ถูกทำให้ discreet กว่าที่เคย แม้แต่เข็มขัดในคอลเล็กชั่นนี้ก็ถูกออกแบบให้เรียบง่ายที่สุดเท่าที่ Chanel เคยทำมา


แจ็กเกตทวีดไอคอนิกยังคงอยู่ แต่รายละเอียดถูกปรับใหม่ เช่น ดอกคามิเลียปอมปอมที่ทำจากซิลก์ทีละดอกโดย Lemarié หรือการทริมที่ดูเหมือนผ้าทวีดแต่แท้จริงแล้วเป็นเทคนิคพิเศษที่ทำให้ผ้าทวิลล์บางส่วนโปร่งใส ก่อนจะพิมพ์ลายทวีดซ้อนลงไปอีกชั้น เป็นการเปิดโครงสร้างของสูท Chanel ให้เห็นอย่างตั้งใจ สิ่งที่ทำให้คอลเล็กชั่นนี้ดูร่วมสมัยคือการใช้รหัสของ Chanel อย่างครบถ้วน สีขาว สีดำ สีเบจ สีทอง และสีแดง ล้วนปรากฏอยู่ในทุกช่วงของคอลเล็กชั่น เส้นสายกราฟิกขาวตัดดำที่เห็นใน packaging และสถาปัตยกรรมของบูติก Chanel ถูกนำมาขยายเป็นลวดลายบนเสื้อผ้าอย่างชัดเจน กลายเป็นกริดของทวีด ลายกราฟิก หรือขอบที่สะท้อนสุนทรียศาสตร์แบบอาร์ตเดโค่ของแบรนด์

สำหรับเซตของโชว์เบลซี่ เบลซี่เลือกเนรมิต Grand Palaisให้กลายเป็นจักรวาล ที่เปรียบเสมือนฉากหลังของการเปิดยุคใหม่ของ Chanel เขาเล่าว่าได้แรงบันดาลใจมาจากท้องฟ้าจำลองที่เขาชอบไปตอนเด็ก และยังสอดคล้องกับความหลงใหลในดวงดาวของกาเบรียล ชาเนล เอง สัญลักษณ์ของไข่และดวงดาวจึงปรากฏในคอลเล็กชั่นเสมือนการประกาศ new beginning ของ Chanel
ท้ายที่สุด สิ่งที่เบลซี่พยายามเสนอเป็นภาษาสากลของเสื้อผ้าที่เปิดกว้างกว่าเดิม ระหว่าง masculine และ feminine ระหว่างอดีตและอนาคต ระหว่างโครงสร้างกับอิสระของการเคลื่อนไหว และนั่นคือเหตุผลที่คอลเล็กชั่นนี้ ในสายตาของ ELLE MEN Thailand เป็นเสื้อผ้าที่ผู้ชายสามารถใส่ได้จริง เพราะแก่นของมันเริ่มต้นจากตู้เสื้อผ้าของผู้ชายตั้งแต่แรก






