#ELLEMEN5Facts เหลี่ยมมุมที่ไม่ธรรมดาของ Duran Lantink แม่ทัพคนใหม่แห่ง Jean Paul Gaultier

วงการแฟชั่นปารีสได้ต้อนรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง เมื่อ Jean Paul Gaultier (ฌอง ปอล โกลติเยร์) เมซงระดับตำนาน ประกาศแต่งตั้ง Duran Lantink (ดูรัน แลนทิงค์) ดีไซเนอร์ชาวดัตช์วัย 37 ปี ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์อย่างเป็นทางการ ไม่เพียงถือเป็นการสิ้นสุดยุคของ ‘ดีไซเนอร์รับเชิญ’ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสร้างสรรค์คอลเล็กชั่นโอต์กูตูร์ นับตั้งแต่ Jean Paul Gaultier วางมือในปี 2020 แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางใหม่ที่น่าจับตา เพราะการแต่งตั้ง Duran Lantink ได้รับการตอกย้ำความสำคัญด้วยคำกล่าวของเมอซิเออร์ Gaultier ที่ขนานนามดีไซเนอร์รุ่นหลานรายนี้ว่าเป็น ‘Enfant Terrible คนใหม่แห่งวงการแฟชั่น’ ซึ่งเป็นฉายาที่เขาเคยได้รับในยุคเริ่มต้นสายอาชีพ  สะท้อนถึงสายใยแห่งจิตวิญญาณขบถและความกล้าที่จะท้าทายขนบดั้งเดิมที่ทั้งคู่มีร่วมกัน

Duran Lantink

ภาพลักษณ์ดีไซเนอร์สุดขบถและผลงานที่สร้างความฮือฮา ยังมีแง่มุมน่าสนใจอีกมากมายที่ประกอบสร้างตัวตนของ Duran Lantink ขึ้นมา #ELLEMEN5Facts จะพาไปถอดรหัส 5 เรื่องราวที่ไม่ธรรมดา เพื่อทำความเข้าใจแม่ทัพคนใหม่แห่ง Jean Paul Gaultier ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ประวัติของ Duran Lantink

เส้นทางชีวิตของ Duran Lantink นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เต็มไปด้วยการแสวงหาตัวตนและการยืนหยัดในแนวทางของตัวเอง เขาเริ่มต้นการศึกษาด้านแฟชั่นที่ Amsterdam Fashion Institute (AMFI) หรือ สถาบันแฟชั่นอัมสเตอร์ดัม ซึ่งเป็นสถาบันที่มีแนวทางการสอนที่ค่อนข้างเป็นระบบ ซึ่งภายหลังพบว่ากรอบความคิดและระบบการเรียนการสอนนั้นไม่สอดคล้องกับแนวทางการทำงานที่เน้นสัญชาตญาณและความเป็นอิสระของตัวเองสักเท่าไร จึงตัดสินใจย้ายไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่ Gerrit Rietveld Academie สถาบันศิลปะชื่อดังในกรุงอัมสเตอร์ดัม เพื่อปลดแอกจากการถูกจำกัดอยู่ในกรอบของอุตสาหกรรมแฟชั่นแบบเดิมๆ และเลือกที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออกทางศิลปะอย่างเต็มที่

ประสบการณ์ที่ Gerrit Rietveld Academie ได้หล่อหลอมให้เขากล้าที่จะแตกต่าง และส่งผลให้ตัดสินใจศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ Sandberg Instituut (สถาบันแซนด์เบิร์ก) ซึ่งเป็นสถาบันในเครือเดียวกัน การเลือกเส้นทางการศึกษาที่เน้นศิลปะและการทดลองมากกว่าการผลิตเพื่ออุตสาหกรรมนี้เอง ที่ได้วางรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับแนวทางการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ในเวลาต่อมา ซึ่งท้าทายระบบและขนบเดิมๆ ของวงการแฟชั่นอย่างต่อเนื่อง

 เอกลักษณ์ที่ทำให้ Duran Lantink โดดเด่นคือเทคนิค mash-up หรือ collage ซึ่งเป็นการนำเสื้อผ้าหรือวัสดุที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสื้อผ้าดีไซเนอร์ที่กลายเป็นเดดสต็อกหรือสินค้าค้างสต็อก มาแยกส่วน รื้อสร้าง (deconstruction) และประกอบขึ้นใหม่ให้กลายเป็นเสื้อผ้าชิ้นใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือ กางเกงช่องคลอด (vagina pants) สีชมพูสด ที่ออกแบบให้กับศิลปินชื่อดัง Janelle Monáe (เจเนลล์ โมเน่) สวมใส่ในมิวสิกวิดีโอเพลง Pynk เมื่อปี 2018 ผลงานชิ้นนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความกล้าที่จะยั่วยุและขี้เล่น แต่ยังสะท้อนทักษะเชิงเทคนิคและความคิดสร้างสรรค์อันล้ำลึกอีกด้วย  

Janelle Monáe สวมใส่ Duran Lantink ในมิวสิกวิดีโอเพลง Pynk ปี 2018

1. การอัปไซเคิลคือ DNA ไม่ใช่แค่เทรนด์

ในยุคที่คำว่า ‘sustainability’ หรือ ‘ความยั่งยืน’ กลายเป็นคำศัพท์ไวรัลในวงการแฟชั่น แนวทางการทำงานของ Duran Lantink ที่เน้นการอัปไซเคิลฟังแล้วเหมือนเป็นการเกาะเทรนด์แฟชั่นเสียมากกว่า ทว่าปรัชญาการออกแบบนี้หยั่งรากลึกในตัวตนของเขามานานก่อนที่มันจะกลายเป็นเทรนด์แฟชั่นเสียอีก การนำสิ่งของที่มีอยู่เดิมมาสร้างสรรค์ใหม่ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นสัญชาตญาณ เป็นวิธีการทำงานที่เป็นธรรมชาติที่สุด เขามองว่าในเมื่อมี ‘ของขวัญ’ หรือเสื้อผ้าดีๆ มากมายอยู่แล้วในร้านค้าการกุศลหรือในตู้เสื้อผ้า การนำสิ่งเหล่านั้นมาผสมผสานและสร้างสรรค์เป็นสิ่งใหม่จึงสมเหตุสมผลมากกว่า

Duran Lantink ร่วมงานกับ Browns

หัวใจสำคัญในกระบวนการทำงานคือการมองเห็นศักยภาพในสิ่งที่ถูกทอดทิ้ง เขาสนใจ ‘ชิ้นส่วนของเสื้อผ้า’ มากกว่า ‘เนื้อผ้า’ ใหม่ๆ เขาสามารถมองแจ็กเก็ตตัวหนึ่งแล้วจินตนาการว่ามันจะกลายเป็นผลงานรูปแบบอื่นๆ ได้อย่างไร จึงทำให้ในสตูดิโอที่อัมสเตอร์ดัมเต็มไปด้วย ชิ้นส่วน เข็มขัด ปกเสื้อ แขนเสื้อ หรือเศษผ้าต่างๆ ของชุดเก่าที่รอการชุบชีวิต เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าดีไซเนอร์ที่ขายไม่ออก เสื้อผ้าที่เสียหาย หรือแม้แต่เศษผ้าเหลือใช้ ให้กลายเป็นผลงานชิ้นใหม่ซึ่งกลับเข้าสู่ตลาดได้อีกครั้งในราคาที่ไม่ต่างจากเดิมหรืออาจสูงกว่า แม้กระทั่งเสื้อผ้าของตัวเองก็ไม่รอดพ้นจากการถูกนำมาตัดเย็บใหม่ มุมมองนี้สะท้อนผ่านทัศนคติเวลาคิดที่จะซื้อเสื้อผ้าใหม่ เขามักจะคิดเสมอว่า “สุดท้ายแล้วฉันจะเปลี่ยนมันเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร?” และถ้าคิดไม่ออกเขาก็จะไม่ซื้อเลย

แนวคิดนี้ไม่ได้อยู่แค่ในสตูดิโอ แต่ขยายไปสู่การร่วมงานกับร้านค้าปลีกแฟชั่นชั้นนำ เช่น Browns ในลอนดอน ที่เขาเข้าไเสนอไอเดียเกี่ยวกับการนำสินค้าดีไซเนอร์ deadstock ของร้านมาสร้างสรรค์เป็นคอลเล็กชั่นพิเศษ โดยการทำงานร่วมกับ Browns ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำปรัชญาการอัปไซเคิลมาปรับใช้ในเชิงธุรกิจ แสดงให้เห็นว่าแนวทางนี้สามารถสร้างคุณค่าและความน่าสนใจให้กับสินค้าที่อาจถูกมองข้ามไปแล้วได้

2. แรงบันดาลใจจากชายขอบ ก้าวข้ามกรอบความคิดของโลกแฟชั่น

ขณะที่นักออกแบบส่วนใหญ่มักมองหาแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์แฟชั่น ศิลปะ หรือเทรนด์ปัจจุบัน Duran Lantink กลับดึงเอาพลังสร้างสรรค์มาจากแหล่งที่คาดไม่ถึงและอยู่นอกกรอบของโลกแฟชั่นกระแสหลัก สิ่งนี้ปรากฏชัดตั้งแต่ในวัยเด็กจากความหลงใหลในแบรนด์ W&LT ผลงานโดย Walter van Beirendonck (วอลเตอร์ ฟาน ไบเรนดองค์) ดีไซเนอร์ชาวเบลเยียมผู้เป็นหนึ่งในตำนาน Antwerp Six ที่มีตัวมาสคอต Puk Puk เป็นตัวละครหลักของผลงาน ความชื่นชอบในดีไซเนอร์สาย avant-garde ที่มีสไตล์ขี้เล่นและท้าทายเช่นนี้ บ่งบอกถึงรสนิยมที่ไม่ธรรมดาของเขาตั้งแต่ยังเยาว์วัย

Duran Lantink Fall-Winter 2025

สภาพแวดล้อมในวัยเด็กมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมมุมมองอย่างมาก Duran เติบโตในเมือง The Hague กับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ชื่นชอบวัฒนธรรมเรฟ (rave culture) และมีเพื่อนเป็นแดร็กควีนจำนวนมาก เขาซึมซับบรรยากาศของความหลากหลาย การแสดงออกอย่างอิสระ และสุนทรียภาพที่ไม่ยึดติดกับบรรทัดฐานทางเพศและสังคมตั้งแต่เด็ก ส่วนนี้น่าจะทำให้เขามีมุมมองที่เปิดกว้างและกล้าที่จะแตกต่าง นอกจากนี้ยังเปิดรับเรื่องราวทางจิตวิญญาณ ดังที่เคยเล่าถึงประสบการณ์การไปพบชาแมน (shaman) เพื่อชำระล้างพลังงานด้านลบ ซึ่งสะท้อนถึงการไม่ปิดกั้นตัวเองต่ออิทธิพลที่มองไม่เห็นและแนวคิดนอกกระแส

Duran Lantink Spring-Summer 2025

ความสนใจในผู้คนและชุมชนที่หลากหลายยังปรากฏผ่านโปรเจกต์ความร่วมมือต่างๆ ของเขา Duran เคยทำงานศิลปะและแฟชั่นร่วมกับผู้ลี้ภัย, จัดกิจกรรมแฟชั่นกับ Theater LeBelle ซึ่งเป็นกลุ่มการละครสำหรับผู้มีความบกพร่องทางสติปัญญา, ทำงานกับผู้มีความหลากหลายทางระบบประสาท ในช่วงที่เป็นศิลปินในพำนักที่ Museum van de Geest ในอัมสเตอร์ดัมและฮาร์เลม และที่โดดเด่นคือโปรเจกต์ Sistaaz of the Castle ที่เขาร่วมกับช่างภาพ Jan Hoek (ยัน ฮุก) เดินทางไปเคปทาวน์เพื่อทำงานกับกลุ่มหญิงข้ามเพศค้าบริการอย่าง Coco (โคโค่) และ Lolly (ลอลลี่) ผู้มีสไตล์การแต่งตัวแบบ DIY ที่น่าทึ่ง โดยรายได้จากการขายผลงานจะแบ่งปันกันอย่างเท่าเทียม

โปรเจกต์ Sistaaz of the Castle

การที่ Duran เลือกที่จะดึงแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมย่อย, ดีไซเนอร์นอกกระแสอย่าง Walter Van Beirendonck, ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ, และการทำงานอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มคนชายขอบ ทำให้ผลงานของเขามีมุมมองทางสังคมและวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งและแตกต่างไปจากแบรนด์หรูทั่วไป ไม่ได้เป็นเพียงเสื้อผ้าที่สวยงามแปลกตา แต่ยังสะท้อนเสียงและความเป็นจริงของกลุ่มคนที่มักถูกมองข้ามในโลกแฟชั่นกระแสหลัก ทำให้งานออกแบบของเขามีมิติและความน่าสนใจในแบบที่ไม่สามารถหาได้จากดีไซเนอร์ที่วนเวียนอยู่แต่ในแวดวงแฟชั่นเพียงอย่างเดียว

Duran Lantink Fall-Winter 2024

3. ปรัชญาแห่งงานฝีมือผนึกด้วยหยดเลือดและแรงกาย

เทคนิคการ collage หรือ mash-up ไม่ใช่เป็นเพียงวิธีการสร้างสรรค์เสื้อผ้าสำหรับ Duran Lantink แต่มันคือจุดยืนทางปรัชญาที่สะท้อนมุมมองของเขาต่อโลกแฟชั่นและคุณค่าของสรรพสิ่ง กระบวนการทำงานไม่ได้เริ่มต้นจากการร่างแบบบนกระดาษ แต่เป็นการลงมือปฏิบัติจริง เปรียบเทียบได้กับการต่อจิ๊กซอว์ในหัว ทดลองผสมผสานวัสดุและชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น แม้จะมีคอนเซปต์อยู่เบื้องหลัง แต่ไม่ได้ยึดติดว่าสุนทรียภาพจะต้องเป็นไปตามแนวคิดนั้นเสมอไป เพราะหัวใจหลักคือการนำเสื้อผ้าที่มีอยู่เดิมมาใช้ซ้ำ

การนำผลงาน deadstock จากแบรนด์ดังมาทำเป็นผลงานใหม่

ในช่วงที่กระแส NFT (Non-Fungible Token) กำลังมาแรงและมีคนแนะนำให้เขาลองทำ NFT ดูบ้าง แต่ Duran ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง โดยเขามีมุมมองที่ว่า แม้ว่า NFT จะรับประกันความเป็นเอกลักษณ์ในโลกดิจิทัล แต่ขาดความเชื่อมโยงทางกายภาพที่จับต้องได้ เขาจึงเลือกใช้เลือดและลายนิ้วมือสิ่งที่เฉพาะตัวและไม่สามารถทำซ้ำได้ เป็นเครื่องยืนยันความเป็น Non-Fungible ในแบบตัวเอง สิ่งนี้ตอกย้ำปรัชญาเรื่องความเป็นเอกลักษณ์และความผูกพันส่วนบุคคลได้อย่างทรงพลัง แนวปฏิบัติที่ไม่เหมือนใครในการใช้ ‘หยดเลือดและลายนิ้วมือ’ ประทับผลงานเพื่อรับรองความเป็นของแท้ของผลงานชิ้นพิเศษ

Duran Lantink Fall-Winter 2017

การประกาศจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านวัฒนธรรมที่ขาดคุณค่าที่จับต้องได้ของสินทรัพย์ดิจิทัล การสร้างความผูกพันทางกายภาพที่ลึกซึ้งและเป็นส่วนตัวอย่างยิ่งระหว่างผู้สร้างสรรค์ ชิ้นงาน และผู้ครอบครอง ยกระดับเสื้อผ้าจากการเป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ให้กลายเป็นวัตถุที่มีพลังงานส่วนตัวของดีไซเนอร์ประทับอยู่ ท้าทายระบบการผลิตจำนวนมากของอุตสาหกรรมแฟชั่นหรู ที่มักจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สร้างและผู้ใช้เลือนหายไป แนวคิดนี้ยังเชื่อมโยงกับรูปแบบการขายและการบริการบนเว็บไซต์ของเขา ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถนำผลงานที่ซื้อไปแล้วกลับมาขายต่อ หรือจ่ายค่าบริการเพื่อดัดแปลงให้เป็นดีไซน์ใหม่ได้ โมเดลนี้ส่งเสริมอายุการใช้งานที่ยาวนานและความผูกพันส่วนตัวกับเสื้อผ้า ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับวัฒนธรรมการใช้แล้วทิ้งของธุรกิจฟาสต์แฟชั่น

Duran Lantink Fall-Winter 2023

4. ยั่วยุอย่างมีเป้าหมายภายใต้โปรเจกต์ ‘Stolen by Duran’

นอกเหนือจากการสร้างสรรค์ผลงานที่ท้าทายสุนทรียภาพแบบเดิมๆ แล้ว Duran Lantink ยังใช้แฟชั่นเป็นเครื่องมือในการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างตรงไปตรงมา หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือโปรเจกต์สุดขั้วที่ชื่อว่า ‘Stolen by Duran’ แนวคิดนี้คือการตั้งคำถามเชิงยั่วยุว่า “จะเป็นอย่างไรถ้าเราเริ่มขโมยสินค้าจำนวนมากจาก H&M และ Zara แล้วนำมาสร้างสรรค์เป็นคอลเล็กชั่นที่ยั่งยืน โดยรายได้ 50% จะถูกส่งกลับไปยังชุมชนที่ถูกกดขี่ในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่น?”

Stolen by Duran

การใช้กลยุทธ์แบบ ‘โรบินฮู้ด’ เพื่อจุดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ผลกระทบทางจริยธรรมและสิ่งแวดล้อมอันมหาศาลจากอุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่น โปรเจกต์นี้ท้าทายโครงสร้างอำนาจและความไม่เท่าเทียมในห่วงโซ่อุปทานแฟชั่นระดับโลกอย่างรุนแรง โดยเสนอแนวทางแก้ปัญหา (แม้จะเป็นในเชิงสัญลักษณ์) ที่พลิกขั้วและผิดกฎหมาย ซึ่งแน่นอนว่าสร้างความกังขาและเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่าย แต่ปฏิกิริยาเหล่านี้กลับตอกย้ำความตั้งใจของเขาที่ต้องการกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงอย่างจริงจังเกี่ยวกับความรับผิดชอบของผู้ผลิต การชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบ และรูปแบบที่เป็นไปได้ของการเคลื่อนไหวหรือการเรียกร้องความเป็นธรรมในอุตสาหกรรมอย่างถึงราก สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญในการใช้ไอเดียที่อาจถูกมองว่าสุดโต่ง เพื่อบังคับให้สังคมและอุตสาหกรรมต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่ซ่อนอยู่ และตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

Stolen by Duran

5. คนนอกที่ถูกยอมรับกับรางวัลเกียรติยศบทพิสูจน์การเปลี่ยนแปลง

แม้จะมีแนวทางการทำงานที่ท้าทายขนบและอยู่นอกกรอบกระแสหลักมาโดยตลอด แต่ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์อันโดดเด่นของ Duran Lantink ก็ได้รับการยอมรับจากสถาบันแฟชั่นชั้นนำอย่างต่อเนื่อง รางวัลอันทรงเกียรติมากมายที่เขาได้รับในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องการันตีความสำเร็จ แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในทัศนคติของอุตสาหกรรมแฟชั่นระดับโลก

Duran Lantink ชนะรางวัล International Woolmark Prize 2025
Ib Kamara, Duran Lantink, Donatella Versace และนางแบบสวมชุดจาก Duran Lantink

Duran Lantink: หมุดหมายสำคัญและรางวัลเกียรติยศ

ปีรางวัล
2013สำเร็จการศึกษา Gerrit Rietveld Academie (ปริญญาตรี)
2017สำเร็จการศึกษา Sandberg Instituut (ปริญญาโท)
2018ออกแบบ ‘vagina pants’ ให้ Janelle Monáe ใน MV “Pynk”
2019เข้ารอบสุดท้าย LVMH Prize / ร่วมงานกับ Browns
2020ร่วมงานกับ Ellery
2023ชนะรางวัล ANDAM Special Prize / เปิดตัวบนตาราง Paris Fashion Week อย่างเป็นทางการ
2024ชนะรางวัล LVMH Karl Lagerfeld Special Jury Prize / ได้รับการจัดอันดับใน BoF 500
2025ชนะรางวัล International Woolmark Prize / ได้รับแต่งตั้งเป็น Creative Director ของ Jean Paul Gaultier

Duran Lantink ชนะรางวัล Karl Lagerfeld Prize จากเวที LVMH Prize 2024
Robert Pattinson และ Duran Lantink

การที่สถาบันหลักของวงการแฟชั่นอย่าง LVMH, ANDAM และ Woolmark ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของ ‘ระบบ’ ที่ Duran เคยตั้งคำถามและท้าทายมาตลอด กลับมอบรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดให้กับเขา นั้นมีความหมายมากกว่าแค่การยอมรับในความสามารถ มันคือการที่ ‘คนใน’ เปิดประตูต้อนรับ ‘คนนอก’ และรับรองแนวทางที่แตกต่างอย่างเป็นทางการ สิ่งนี้บ่งชี้ว่าแนวทางการออกแบบที่เน้นความยั่งยืนแบบสุดขั้ว การรื้อสร้าง และการตั้งคำถามต่อขนบเดิมๆ ซึ่งครั้งหนึ่งอาจถูกมองว่าเป็นเพียงแนวทางเฉพาะกลุ่ม กำลังกลับกลายเป็นแหล่งกำเนิดของนวัตกรรมและความเกี่ยวข้องที่สำคัญสำหรับอนาคตของวงการแฟชั่นหรู การยอมรับ Duran โดยสถาบันเหล่านี้ อาจเป็นการปูทางให้กับดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่มีแนวทางคล้ายคลึงกัน ให้สามารถก้าวเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมได้มากขึ้น

Duran Lantink ชนะรางวัล ANDAM Special Prize

บทสรุปของทัพหน้าคนใหม่ของ Jean Paul Gaultier การเดินทางสู่เส้นทางที่ยังไม่มีใครขีดเขียน

โดยสรุป Duran Lantink คือส่วนผสมที่ลงตัวของนักบุกเบิกด้านการอัปไซเคิล ผู้ยั่วยุทางความคิด และศิลปินผู้มีส่วนร่วมกับสังคมที่ทำงานผ่านสื่อกลางอย่างแฟชั่น ตัวตนและผลงานของเขาสะท้อนถึงจิตวิญญาณที่ไม่หยุดนิ่งและกล้าที่จะแตกต่าง การเข้ารับตำแหน่งที่เมซง Jean Paul Gaultier ดูเหมือนจะเป็นการจับคู่ที่สมบูรณ์แบบอย่างน่าจับตา ทั้ง Duran และ Jean-Paul ต่างมีชื่อเสียงในด้านการท้าทายบรรทัดฐานแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศสภาพ ความงาม หรือวัสดุที่ใช้ พวกเขาทั้งคู่ต่างมีความรักในการแสดงออกที่เกินจริง และความสามารถในการสร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการ Jean-Paul เองก็มองเห็นความเชื่อมโยงนี้ ดังคำกล่าวที่ว่า Duran คือ ‘enfant terrible’ คนใหม่  

Duran Lantink Spring-Summer 2024

คำถามสำคัญคือ Duran จะสามารถปรับแนวทางการทำงานที่เน้นการอัปไซเคิลและผลิตผลงานจำนวนจำกัด ให้เข้ากับสเกลการผลิตของทั้งเสื้อผ้าสำเร็จรูปซึ่ง Jean-Paul กำลังจะหวนกลับมาทำอีกครั้งหลังหยุดไปนานกว่าทศวรรษ และเสื้อผ้าโอต์กูตูร์ ที่ต้องการความประณีตและทักษะฝีมือชั้นสูงได้อย่างไร? ความขบถและความสุดโต่งในแนวคิดของเขาจะต้องถูกปรับให้เข้ากับโครงสร้างและมรดกของเมซงระดับตำนานหรือไม่? ปรัชญาการทำงานแบบ ‘buddy system’ ที่เขาเคยกล่าวไว้ จะสามารถดำรงอยู่ได้ภายใต้โครงสร้างองค์กรของเมซงที่มีลำดับชั้นชัดเจนได้อย่างไร? 

Duran Lantink Fall-Winter 2025

ทุกสายตาในวงการแฟชั่นต่างจับจ้องไปยังคอลเล็กชั่นแรกของเขา ทั้ง prêt-à-porter ที่จะเปิดตัวในเดือนกันยายน 2025 และ haute couture ในเดือนมกราคม 2026 เราจะได้เห็นการผสมผสานรหัสอันเป็นเอกลักษณ์ของ Jean Paul Gaultier เช่น คอร์เซ็ต ลายทางกะลาสี และความลื่นไหลทางเพศ ผ่านมุมมองการรื้อสร้างของ Duran หรือไม่? หรือเขาจะนำเสนอการตีความใหม่ที่เน้นความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญ? เส้นทางของเขาต่อจากนี้ คือเรื่องราวที่น่าจับตาที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกแฟชั่นปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย

Naomi Campbell และ Duran Lantink

Similar Articles

More