พูดคุยกับ VACHBOY ถึง The Living Ground ‘Hope’s Garden’ สวนแห่งความหวังใจกลางเมือง

THE LIVING GROUND “HOPE’S GARDEN” โปรเจกต์สวนปิกนิกกึ่งนิทรรศการศิลปะอินเตอร์แอคทีฟที่เกิดจากการร่วมงานของ VACHBOY ศิลปินเจ้าของคาแรกเตอร์ดอกไม้ “HOPE” และ EYEDROPPER FILL สตูดิโอออกแบบประสบการณ์ ถ่ายทอดพื้นที่แห่งความหวังและพลังบวกผ่านสวนดอกไม้ในจินตนาการใจกลางเมือง ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม – 7 มิถุนายน 2569

ไฮไลต์ของงานคืออินสตอลเลชัน “HOPE” คาแรกเตอร์ขนาดใหญ่สูงกว่า 5 เมตร ในโทนสีม่วง Gradient ที่ออกแบบขึ้นพิเศษ พร้อมลูกเล่นอินเตอร์แอคทีฟ เมื่อผู้เข้าชมเข้าไป “กอด” ตัว HOPE แสง สี และใบหน้าของเหล่าดอกไม้จะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแห่งความสุข สื่อถึงการส่งต่อพลังแห่งความหวัง นอกจากนี้ยังมีดอกไม้ที่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวและเสียงดนตรีที่ช่วยเติมบรรยากาศอบอุ่นให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมกับงานอย่างใกล้ชิด

ภายในงานยังมีโซนกิจกรรมและประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ ทั้ง Greek Frozen Yogurt จาก ADAM N EVE, สินค้าอาร์ตไลฟ์สไตล์จาก VACHBOY, กิจกรรมเวิร์กช็อป รวมถึงอีเวนต์พิเศษหมุนเวียนในแต่ละสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม ดนตรีแผ่นเสียง เวิร์กช็อปสร้างสรรค์ และอาร์ตมาร์เก็ตที่รวบรวมศิลปินและนักสร้างสรรค์กว่า 50 บูธ เพื่อเติมแรงบันดาลใจและความมีชีวิตชีวาให้กับคนเมืองตลอดช่วงจัดงาน

โดยครั้งนี้ ELLEMEN TH ได้พูดคุยกับ บุ๋น วัชรพงศ์ ถึงเบื้องหลังของโปรเจกต์ The Living Ground ‘Hope’s Garden’ งานศิลปะ immersive installation ที่เกิดจากการร่วมงานระหว่างตัวเขาเอง, Central Embassy และ Eyedropper Fill ทีม Interactive Art ชั้นนำของไทย ซึ่งร่วมกันเนรมิตพื้นที่กลางเมืองให้กลายเป็นสวนแห่งจินตนาการที่ชวนผู้คนกลับมาสัมผัสความหวัง พลังบวก และคุณค่าของตัวเองอีกครั้ง

      เมื่อถูกถามถึงจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ คุณบุ๋นเล่าว่า ความพิเศษของงานครั้งนี้คือเขาไม่ได้อยากสร้างเพียงแค่งาน installation ที่คนเดินเข้ามาถ่ายรูปแล้วเดินออกไป แต่ต้องการให้ผู้ชม “รู้สึก” บางอย่างกลับไปด้วย

   คุณบุ๋นเล่าว่า แนวคิดหลักของ The Living Ground เกิดขึ้นจากช่วงเวลาส่วนตัวในชีวิต ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเร่งรีบของเมือง ทั้งการทำงาน ความกดดัน และความเหนื่อยล้า จนบางครั้งความฝันหรือความรู้สึกบางอย่างในตัวเองค่อยๆ ถูกกลืนหายไปโดยไม่รู้ตัว

     ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตั้งใจสร้างพื้นที่ที่เปรียบเหมือน “สวน” สำหรับให้ผู้คนได้กลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง ผ่านประสบการณ์ที่ไม่ได้มีแค่ภาพ แต่รวมถึงเสียง สัมผัส และ movement ภายในพื้นที่

      อีกหนึ่งสิ่งสำคัญของงานคือ “Hope” คาแรกเตอร์ซิกเนเจอร์ที่หลายคนคุ้นเคยจากผลงานของคุณบุ๋น ซึ่งเขาเผยว่า จุดเริ่มต้นของตัวละครนี้มาจากประสบการณ์จริงในชีวิตของตัวเอง ในช่วงเวลาที่รู้สึกหมดหวังและโดดเดี่ยว

แต่ในช่วงเวลานั้นเอง เขากลับสังเกตเห็นบางอย่างเล็กๆ ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

จากจุดนั้น เขาจึงเริ่มพัฒนาคาแรกเตอร์ Hope ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวแทนของผู้คนที่กำลังพยายามใช้ชีวิตต่อ แม้จะต้องเผชิญทั้งด้านสวยงามและด้านยากลำบากของชีวิต

รายละเอียดสำคัญของตัวละครอย่าง “ดวงตา” จึงถูกออกแบบให้สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน โดย Hope จะมีดวงตาข้างหนึ่งเป็นวงกลม และอีกข้างเป็นกากบาท

เมื่อพูดถึงการร่วมงานกับ Eyedropper Fill คุณบุ๋นยอมรับว่าทีมเข้ามาช่วยต่อยอดไอเดียของเขาให้กลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้จริง

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือโซนที่ผู้ชมสามารถเข้าไป “กอด” น้อง Hope ได้ โดยเมื่อกอด ตัวงานจะตอบสนองผ่านแสงและสีหน้า

อีกหนึ่ง installation ที่เขาชอบเป็นพิเศษ คือโซน movement ที่น้อง Hope จะค่อยๆ หันมองตามผู้ชมที่เดินผ่าน

สำหรับความรู้สึกที่อยากส่งต่อผ่านงานนี้ คุณบุ๋นบอกว่า เขาไม่ได้คาดหวังให้ทุกคนต้องตีความงานเหมือนกันทั้งหมด แต่อยากให้แต่ละคนได้กลับไปพร้อมบางอย่างในใจ

ก่อนจบบทสนทนา คุณบุ๋นยังฝากชวนทุกคนให้มาสัมผัส The Living Ground ‘Hope’s Garden’ ด้วยตัวเอง เพราะสำหรับเขา งานนี้ไม่ใช่แค่นิทรรศการศิลปะ แต่เป็นพื้นที่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความตั้งใจของทุกฝ่าย

ท้ายที่สุด เรียกได้ว่า The Living Ground ‘Hope’s Garden’ มากกว่านิทรรศการศิลปะ คือการชวนผู้คนให้ชะลอจังหวะชีวิต พักจากความเหนื่อยล้า และกลับมาเชื่อมโยงกับตัวเอง ผ่านพื้นที่ที่ถูกสร้างขึ้นจากความตั้งใจในการส่งต่อความหวังและความรู้สึกเล็ก ๆ ที่อาจถูกหลงลืมไป

Similar Articles

More