รู้จักนาฬิการุ่น Louis Vuitton Monterey จากเมซง LV ที่วิวัฒนาการมาจากรุ่น LV I และ LV II

การตีความใหม่และการสร้างสรรค์นาฬิกาด้วยคุณสมบัติที่สอดคล้องกับความนิยมของยุคสมัย นับเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่งของเหล่านักประดิษฐ์และผลิตเรือนเวลาที่ยังคงเป็นหัวใจแห่งคุณค่าและความล้ำค่า เสมือนเป็นงานศิลปะที่มีความอมตะไร้กาลเวลา หนึ่งในตัวอย่างนี้คือผลงานนาฬิการุ่น Louis Vuitton Monterey จากเมซง Louis Vuitton ที่วิวัฒนาการมาจากเรือนเวลารุ่นก่อนหน้า อย่าง LV I และ LV II รวมถึงต่อยอดมรดกของการสร้างสรรค์นาฬิกาข้อมือครั้งแรกของแบรนด์ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 มาสู่มิติใหม่ของความร่วมสมัย และยังคงเปี่ยมด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมของวันนี้ 

เอกลักษณ์ของนาฬิกาข้อมือ Louis Vuitton Monterey

นับตั้งแต่ดั้งเดิมนั้นอยู่ที่งานออกแบบตัวเรือนรูปทรงก้อนกรวดซึ่งมีความกลมมนเป็นสัญลักษณ์ ผ่านฝีมือการออกแบบของสถาปนิกผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ อย่าง Gae Aulenti ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการเดินทางของเมซงได้อย่างดี จากผลงานในช่วงปลายทศวรรษ 1980 นี้ได้นำทางให้ La Fabrique du Temps Louis Vuitton ยกระดับรหัสออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์นี้มาสู่ความร่วมสมัยและประณีตครั้งใหม่ในนาฬิกาข้อมือรุ่น Louis Vuitton Monterey กับตัวเรือนขนาด 39 มม. รูปทรงก้อนกรวดซึ่งมีความโค้งและกลมมน ซึ่งครั้งนี้รังสรรค์และตกแต่งด้วยมือจากเยลโลว์โกลด์ภายในโรงงาน La Fabrique des Boîtiers Louis Vuitton พร้อมด้วยเม็ดมะยมออกแบบให้กว้างขึ้นและสลักลวดลาย Clous de Paris โดยติดตั้งไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาพก และเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน รวมถึงสะดวกสบายเมื่อสวมใส่บนข้อมือ ส่วนฝาหลังยังออกแบบขึ้นใหม่โดยไร้หูตัวเรือนเชื่อมกับสาย แต่ยังคงซ่อนไว้ด้วยระบบถอดเปลี่ยนสายได้อย่างรวดเร็วที่เหมาะกับการใช้งานและเปลี่ยนลุคนาฬิกาในยุคปัจจุบัน

นาฬิการุ่นนี้จับคู่มากับหน้าปัดอีนาเมลแบบ Grand Feu สีขาว ชวนให้ย้อนนึกถึงสไตล์กราฟิกและหน้าตาของนาฬิการุ่นไอคอนในอดีต ซึ่งกว่าจะได้มาเป็นชิ้นงานหน้าปัดสีขาวสไตล์มินิมัลลิสต์ ตกแต่งด้วยลวดลายกราฟิกดูเป็นธรรมชาตินี้ ช่างฝีมือต้องใช้ทั้งความอุตสาหะและความเชี่ยวชาญในการทำงานแต่ละขั้นตอนอันละเอียดอ่อน โดยเฉพาะกระบวนการลงยาที่ใช้เวลาถึงราว 20 ชั่วโมง ยังไม่นับรวมถึงขั้นตอนของการเผาไฟที่อุณหภูมิสูงระหว่าง 800-900 องศาเซลเซียส ซึ่งแต่ละครั้งยังเสี่ยงกับการแตกหรือเสียหายของผลงานลงยานี้ได้เสมอ 

“การตีความใหม่ให้กับผลงานสร้างสรรค์ใดๆ นั้น ย่อมหมายถึงการให้ความเคารพในงานออกแบบและจิตวิญญาณเดิมของมัน เราจึงยังคงรักษาไว้ด้วยรหัสของสไตล์และเส้นสายกราฟิกแบบดั้งเดิม แต่เสาะหาและยกระดับด้วยความรู้สึกอันทันสมัยยิ่งขึ้น” Matthieu Hegi ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ของ La Fabrique du Temps Louis Vuitton กล่าวถึงการสร้างสรรค์ผลงานระดับตำนานนี้ขึ้นมาใหม่ โดยชื่อ Monterey ยังมีที่มาจากการออกเสียงแบบอเมริกันของคำว่า Montre ที่ในภาษาฝรั่งเศสหมายถึงนาฬิกาข้อมือ ด้วยเพราะในรุ่นอดีตของ LV I และ LV II นั้นแต่เดิมถูกเรียกขานกันว่า Montre 1 และ Montre 2 ส่วนในแง่ของความหมายก็ถือว่าสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์ เพราะทั้ง 2 รุ่นดั้งเดิมนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นนาฬิกาข้อมือโดยเฉพาะ เป็นเวลาเกือบ 4 ทศวรรษต่อมา ผลงานทั้งคู่จากปี 1988 ก็ยังคงความร่วมสมัย และได้รับการอ้างอิงหรือพูดถึงในหมู่นักสะสมอยู่เสมอ ไปจนถึงเหล่าผู้ทรงอิทธิพลด้านแฟชั่นและผู้นำเทรนด์ในทุกวันนี้ ที่เรามักจะเห็นผลงานนาฬิการุ่นวินเทจมาปรากฏโฉมบนข้อมือของพวกเขาบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นบนข้อมือของนางแบบและนายแบบบนรันเวย์แฟชั่น อย่างในฤดูกาล Fall-Winter 2025 ที่เสื้อผ้า Ready-to-wear ในคอลเล็กชั่นนี้ได้ถูกแมตช์เข้ากับนาฬิกา LV II จากปี 1988 อย่างลงตัวด้วย

หัวใจหลักของนาฬิการุ่นใหม่ Louis Vuitton Monterey

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่นับเป็นหัวใจหลักของนาฬิการุ่นใหม่ Louis Vuitton Monterey คือการแทนที่กลไกควอตซ์ซึ่งติดตั้งอยู่ในนาฬิการุ่นมรดกจากปี 1988 มาเป็นกลไกจักรกลอัตโนมัติที่ผลิตและประกอบแบบ In-house และแม้จะถูกบรรจุไว้ใต้ฝาหลังแบบทึบ แต่ทุกรายละเอียดของชิ้นส่วนกลไกก็ยังคงสะท้อนถึงความประณีตของงานฝีมือการตกแต่งอันพิถีพิถัน ทั้งแท่นเครื่องตกแต่งลวดลายเกรนวงกลม สะพานจักรและขอบชิ้นส่วนต่างๆ ตกแต่งแบบแซนด์บลาสต์ละเอียดอ่อน เช่นเดียวกับโรเตอร์โรสโกลด์ที่ตกแต่งขอบด้วยสัญลักษณ์รูป V จากลวดลาย LV Monogram รวมถึงตราสัญลักษณ์ LFT แห่งคุณภาพและมาตรฐานของโรงงานการผลิตแห่งเมซง นาฬิการุ่นนี้ยังรังสรรค์ขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 188 เรือน ที่นับเป็นอีกหนึ่งผลงานน่าสะสมของเหล่าผู้ที่หลงใหลในเรือนเวลา และวัฒนธรรมการสร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ในยุคปัจจุบันได้อย่างไร้ขอบเขต  

Similar Articles

More